เจ้าของแบรนด์ที่กำลังวางแผนออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ตั้งแต่ต้นว่า จะผลิตอาหารเสริมในไทยโดยจ้างโรงงานผู้รับจ้างผลิต (OEM) หรือจะนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ทั้งสองทางเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ทั้งคู่ แต่ใช้ใบอนุญาตคนละชุด ใช้เอกสารคนละแบบ และมีเงื่อนไขทางธุรกิจที่แตกต่างกัน บทความนี้สรุปความแตกต่างจากเอกสารทางการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เช่น พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คู่มือประชาชน และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง พร้อมภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทยจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้
เจ้าของแบรนด์ที่กำลังวางแผนออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ตั้งแต่ต้นว่า จะผลิตอาหารเสริมในไทยโดยจ้างโรงงานผู้รับจ้างผลิต (OEM) หรือจะนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ทั้งสองทางเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ทั้งคู่ แต่ใช้ใบอนุญาตคนละชุด ใช้เอกสารคนละแบบ และมีเงื่อนไขทางธุรกิจที่แตกต่างกัน บทความนี้สรุปความแตกต่างจากเอกสารทางการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เช่น พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คู่มือประชาชน และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง พร้อมภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทยจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้
เจ้าของแบรนด์ที่กำลังวางแผนออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ตั้งแต่ต้นว่า จะผลิตอาหารเสริมในไทยโดยจ้างโรงงานผู้รับจ้างผลิต (OEM) หรือจะนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ทั้งสองทางเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ทั้งคู่ แต่ใช้ใบอนุญาตคนละชุด ใช้เอกสารคนละแบบ และมีเงื่อนไขทางธุรกิจที่แตกต่างกัน บทความนี้สรุปความแตกต่างจากเอกสารทางการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เช่น พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คู่มือประชาชน และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง พร้อมภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทยจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้
ACC Nutraceutical เป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในจังหวัดชุมพร ที่เริ่มต้นจากการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ก่อนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ซอฟท์เจลและอาหารเสริมรูปแบบอื่น บริการหลักของ ACC ครอบคลุมทั้งการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การบรรจุแผงบลิสเตอร์ การจดทะเบียน อย. และการผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์ ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยวางแผน ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย รายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องพิจารณาตามสูตรจริงและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อย. ในแต่ละช่วงเวลา
1. สองเส้นทางในการนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกสู่ตลาดไทย
เส้นทางแรกคือการผลิตอาหารเสริมในไทย เจ้าของแบรนด์ทำงานร่วมกับโรงงานผู้รับจ้างผลิตที่มีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ตั้งแต่การกำหนดแนวคิดผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตร การเลือกรูปแบบ เช่น แคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ด ไปจนถึงการบรรจุและการยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์ สินค้าที่ได้จึงเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ และข้อมูลบนฉลากจะแสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตในไทย
เส้นทางที่สองคือการนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตโดยผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้นำเข้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหาร ต้องขอเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์ในนามสถานที่นำเข้า และต้องมีเอกสารยืนยันระบบการผลิตของโรงงานต่างประเทศ เส้นทางนี้เหมาะกับแบรนด์ที่มีผู้ผลิตต่างประเทศอยู่แล้ว หรือต้องการจำหน่ายสินค้าที่มีสูตรและรูปแบบกำหนดมาจากต้นทาง
ทั้งสองเส้นทางอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฉบับเดียวกัน โดยมาตรา 14 ห้ามตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมาตรา 15 ห้ามนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ว่าจะผลิตในไทยหรือนำเข้า ยังต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขชุดเดียวกัน ได้แก่ ประกาศเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 293 และฉบับแก้ไขที่ตามมา) ประกาศเรื่องการแสดงฉลาก และประกาศเรื่องการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ความต่างจึงอยู่ที่ "ใครถือใบอนุญาตอะไร" และ "ต้องพิสูจน์มาตรฐานการผลิตด้วยเอกสารแบบใด" มากกว่าตัวมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
2. ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเมื่อผลิตอาหารเสริมในไทย
สำหรับเส้นทางผลิตในไทย ใบอนุญาตหลักคือใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของโรงงานผู้รับจ้างผลิต ข้อมูลของกองอาหาร อย. แบ่งสถานที่ผลิตเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสถานที่ที่ใช้เครื่องจักรรวมตั้งแต่ 50 แรงม้า หรือคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ซึ่งถือว่า "เข้าข่ายโรงงาน" และได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร (แบบ อ.2) กลุ่มที่สองคือสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน ซึ่งใช้แบบ สบ.1/1 ใบอนุญาต อ.2 มีอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่สามนับแต่วันที่ออก
ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ คู่มือประชาชนของ อย. ระบุว่าก่อนยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าก่อน และประเภทอาหารหรือกรรมวิธีของสถานที่ผลิตต้องสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอ เมื่อได้รับอนุญาตจะได้ใบสำคัญการจดทะเบียนอาหาร (แบบ สบ.5/1) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และได้เลขสารบบอาหาร 13 หลักเพื่อแสดงบนฉลาก เรื่องที่ว่าเลขสารบบของสินค้าจ้างผลิตจะอยู่ในนามผู้ใด และจะแสดงชื่อเจ้าของแบรนด์บนฉลากในรูปแบบใด ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ อย. ตามรายละเอียดของแต่ละโครงการ
โรงงานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายยังต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ซึ่งใช้บังคับกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2564 สำหรับเจ้าของแบรนด์ การเลือกโรงงานจึงควรเริ่มจากการตรวจว่าใบอนุญาตสถานที่ผลิตครอบคลุมประเภทอาหารและรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
3. ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเมื่อนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
สำหรับเส้นทางนำเข้า ผู้นำเข้าต้องยื่นคำขออนุญาตสถานที่นำเข้าอาหารตามแบบ อ.6 ผ่านระบบ e-Submission และเมื่อได้รับอนุญาตจะได้ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร (แบบ อ.7) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลของกองอาหารระบุว่าผู้นำเข้าต้องมีสถานที่เก็บอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใบอนุญาตมีอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่สามนับแต่วันที่ออก ผู้ถือใบอนุญาตต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ ส่วนค่าคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำเข้า ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่หรือกฎกระทรวงฉบับปัจจุบันก่อนวางงบประมาณ
เมื่อมีใบอนุญาตสถานที่นำเข้าแล้ว ผู้นำเข้าจึงยื่นขอเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการในนามสถานที่นำเข้า ผ่านช่องทางเดียวกับการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ คือระบบ e-Submission ของ อย. จุดที่แตกต่างคือต้องแนบใบรับรองสถานที่ผลิตของผู้ผลิตต่างประเทศ ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง เอกสารหรือใบรับรองมาตรฐานระบบการผลิตอาหารสำหรับการนำเข้า โดยระบบการผลิตของผู้ผลิตต่างประเทศต้องเทียบเท่าหรือไม่ต่ำกว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 420
สรุปในเชิงโครงสร้างได้ว่า เส้นทางผลิตในไทยใช้ใบอนุญาตสถานที่ผลิตของโรงงานเป็นฐาน ส่วนเส้นทางนำเข้าใช้ใบอนุญาตสถานที่นำเข้า (อ.7) ของผู้นำเข้าเป็นฐาน และเพิ่มภาระในการพิสูจน์มาตรฐานของโรงงานต่างประเทศด้วยเอกสาร ขั้นตอนที่ด่านอาหารและยาเมื่อสินค้าเข้าประเทศ รวมถึงพิธีการศุลกากร เป็นอีกเรื่องที่ผู้นำเข้าควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่และตัวแทนออกของก่อนสั่งสินค้าล็อตแรก
4. ขั้นตอนหลักในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกันทั้งสองเส้นทาง
ไม่ว่าจะผลิตในไทยหรือนำเข้า การยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกรณีที่ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามคู่มือประชาชนของ อย. มีลำดับงานคล้ายกัน เริ่มจากการเปิดสิทธิ์เข้าระบบ ไปจนถึงการดาวน์โหลดใบสำคัญการจดทะเบียนอาหาร โดยสรุปได้ดังนี้
- ผู้ยื่นสมัครบัญชีดิจิทัลภาครัฐ (Open ID) และยื่นหลักฐานขอเปิดสิทธิ์เข้าระบบอาหาร โดยในกรุงเทพฯ ยื่นที่ศูนย์บริการ OSSC ของ อย. ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
- ยื่นใบจดทะเบียนอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Submission พร้อมไฟล์หลักฐาน
- ระบบตรวจความครบถ้วนของเอกสาร จากนั้นผู้ยื่นพิมพ์ใบสั่งชำระและชำระค่าใช้จ่าย
- เจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอ หากพบข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่จะขอคำชี้แจงหนึ่งครั้ง และผู้ยื่นต้องตอบภายใน 10 วันทำการ มิฉะนั้นถือว่าละทิ้งคำขอ
- ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วผู้ยื่นดาวน์โหลดใบสำคัญการจดทะเบียนอาหาร (แบบ สบ.5/1) จากระบบ
คู่มือประชาชนกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 20 วันทำการ ซึ่งรวมเวลาที่ผู้ยื่นใช้แก้ไขหรือชี้แจงแล้ว แต่ตัวเลขนี้เป็นกรอบของคู่มือ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ได้จริงในทุกกรณี ความพร้อมของเอกสารจึงมีผลต่อความราบรื่นของงานมากกว่าตัวกรอบเวลา ค่าพิจารณาคำขอใบจดทะเบียนอาหารที่คู่มือเผยแพร่คือ 2,000 บาทต่อคำขอ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารใหม่ (Novel ingredient) หรือเป็นอาหารใหม่ ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อน และผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกล่าวอ้างทางสุขภาพต้องยื่นผลการประเมิน Health Claim ก่อน ข้อกำหนดเหล่านี้ใช้กับทั้งสินค้าผลิตในไทยและสินค้านำเข้า
5. เอกสารที่มักต้องใช้สำหรับผลิตภัณฑ์นำเข้า
ผลิตภัณฑ์นำเข้าใช้เอกสารพื้นฐานชุดเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ และมีเอกสารที่ต้องขอจากผู้ผลิตต่างประเทศเพิ่มเติม ตามคู่มือประชาชนและข้อมูลของกองอาหาร รายการที่ผู้นำเข้าควรเตรียมมีดังนี้
- แบบคำขออนุญาตจดทะเบียนอาหารอิเล็กทรอนิกส์
- ใบรับรองสถานที่ผลิตของผู้ผลิตต่างประเทศ ตามประกาศ อย. เรื่องเอกสารหรือใบรับรองมาตรฐานระบบการผลิตอาหารสำหรับการนำเข้า
- ข้อกำหนดคุณภาพของวัตถุดิบสำคัญ (Active raw material specification) เฉพาะวัตถุดิบที่กำหนดให้แนบ
- ฉลากอาหาร ในบางกรณี เช่น กรณีเป็นอาหารใหม่
- สูตรส่วนประกอบจากผู้ผลิต และข้อมูลกรรมวิธีการผลิต
นอกจากเอกสารที่ใช้ยื่นคำขอแล้ว เงื่อนไขในคู่มือประชาชนยังกำหนดให้เก็บเอกสารไว้ที่สถานที่นำเข้า ได้แก่ สูตรจากผู้ผลิต กรรมวิธีการผลิต แบบฉลาก ชนิดของภาชนะบรรจุ ข้อกำหนดคุณภาพวัตถุดิบ ใบรับรองสถานที่ผลิตต่างประเทศ และผลวิเคราะห์คุณภาพ โดยต้องส่งผลวิเคราะห์เมื่อนำเข้าเพื่อจำหน่ายครั้งแรก ในเส้นทางผลิตในไทยก็มีเงื่อนไขทำนองเดียวกัน คือส่งผลวิเคราะห์คุณภาพจากหน่วยงานราชการหรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองเมื่อผลิตเพื่อจำหน่ายครั้งแรก และเก็บเอกสารไว้ที่สถานที่ผลิต
ในทางปฏิบัติ เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศมักเป็นจุดที่ต้องใช้เวลาประสานงาน เพราะผู้นำเข้าไม่ได้ควบคุมโรงงานโดยตรง ต้องขอข้อมูลสูตร กรรมวิธี และใบรับรองจากคู่ค้าในอีกประเทศหนึ่ง รวมถึงต้องตรวจว่าเอกสารที่ได้รับตรงกับรูปแบบที่ อย. ยอมรับ การคุยเรื่องเอกสารให้ชัดตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อจึงช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะมาถึงแล้วยังจำหน่ายไม่ได้
6. ฉลากสินค้าผลิตในไทยกับสินค้านำเข้าต่างกันอย่างไร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ กำหนดให้ฉลากต้องแสดงเป็นภาษาไทย และอาจมีภาษาต่างประเทศเพิ่มเติมได้ รายการพื้นฐานบนฉลากประกอบด้วยชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ ร้อยละของส่วนประกอบหลัก ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร วัตถุเจือปนอาหาร วันหมดอายุหรือควรบริโภคก่อน คำเตือน และวิธีเก็บรักษา สำหรับสินค้าที่ผลิตในไทย ฉลากแสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ส่วนสินค้านำเข้า ฉลากต้องแสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อและประเทศของผู้ผลิต
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังมีรายการเฉพาะตามประกาศฉบับที่ 293 ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 405 เช่น ชื่ออาหารต้องมีคำว่า "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือกำกับชื่อ ต้องแสดงปริมาณที่บรรจุ และชื่อพร้อมปริมาณของส่วนประกอบสำคัญเรียงจากมากไปน้อย และมีคำเตือนบังคับตามประกาศฉบับที่ 411 ได้แก่ "เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน" "ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ" และ "ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค" โดยมีข้อกำหนดเรื่องกรอบ ความหนาของตัวอักษร และสีตัดกัน ส่วนประกอบบางชนิดยังมีคำเตือนเพิ่มตามบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับที่ 405
ผลที่ตามมาสำหรับสินค้านำเข้าคือ ฉลากจากต่างประเทศมักต้องปรับหรือทำฉลากภาษาไทยเพิ่ม เพื่อให้ข้อความครบตามกฎหมายไทย ประกาศฉบับที่ 411 อนุญาตให้ฉลากของสินค้านำเข้าที่ไม่ได้จำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยตรงใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่ต้องมีชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และปริมาณ ส่วนฉลากที่ถึงมือผู้บริโภคยังต้องเป็นไปตามข้อกำหนดภาษาไทย การวางแผนฉลากตั้งแต่ต้นจึงเป็นส่วนสำคัญของงานนำเข้าอาหารเสริม ไม่ใช่งานที่ทำหลังสินค้าถึงแล้ว
7. เปรียบเทียบในเชิงธุรกิจ ผลิตในไทยหรือนำเข้าเหมาะกับแบรนด์แบบไหน
นอกจากเรื่องใบอนุญาต เจ้าของแบรนด์ควรเทียบสองเส้นทางในมุมการบริหารธุรกิจด้วย ประเด็นต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพ เพราะตัวเลขจริงขึ้นกับสูตร รูปแบบผลิตภัณฑ์ ปริมาณสั่งผลิต ประเทศต้นทาง และเงื่อนไขของคู่ค้าแต่ละราย
ระยะเวลาเตรียมสินค้า:
การผลิตในไทยต้องใช้เวลาพัฒนาสูตร ทดลองผลิต จัดหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ แต่การประสานงานอยู่ในประเทศเดียวกัน สื่อสารภาษาเดียวกัน และเข้าไปดูงานที่โรงงานได้ ส่วนการนำเข้าอาจข้ามช่วงพัฒนาสูตรได้ถ้าใช้สินค้าที่ผู้ผลิตต่างประเทศมีอยู่แล้ว แต่มีช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้า การรวบรวมเอกสารจากโรงงานต่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ และการตรวจปล่อยสินค้า ระยะเวลารวมของแต่ละเส้นทางจึงไม่ได้สั้นหรือยาวกว่ากันเสมอไป ขึ้นกับความพร้อมของแต่ละโครงการ
ความยืดหยุ่นในการปรับสูตร:
การผลิตในไทยเปิดโอกาสให้เจ้าของแบรนด์กำหนดสูตร ปรับปริมาณส่วนประกอบ เลือกรูปแบบแคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ด และพัฒนาสูตรรุ่นใหม่ต่อได้ในภายหลัง ส่วนสินค้านำเข้ามักใช้สูตรที่ผู้ผลิตต้นทางกำหนด การปรับสูตรให้ตรงกับกฎของไทย เช่น ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุตามประกาศฉบับที่ 448 หรือเงื่อนไขของส่วนประกอบบางชนิด อาจต้องต่อรองกับผู้ผลิตต่างประเทศ และทุกครั้งที่สูตรเปลี่ยน ต้องพิจารณาว่ากระทบกับเลขสารบบที่ได้รับไว้หรือไม่
ปริมาณสั่งขั้นต่ำและสต็อก:
ทั้งโรงงานในไทยและผู้ผลิตต่างประเทศมักมีปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำตามรูปแบบผลิตภัณฑ์และเครื่องจักร สำหรับการนำเข้า ผู้นำเข้ามักต้องสั่งในปริมาณที่คุ้มกับค่าขนส่งและพิธีการในแต่ละรอบ ทำให้ต้องถือสต็อกมากขึ้นและต้องมีสถานที่เก็บอาหารที่ถูกสุขลักษณะตามเงื่อนไขของใบอนุญาต ส่วนการผลิตในประเทศช่วยให้วางแผนผลิตเป็นรอบที่ใกล้กับยอดขายจริงได้ง่ายกว่าในหลายกรณี ปริมาณขั้นต่ำที่แท้จริงต้องประเมินเป็นรายโครงการ
การปรับฉลากให้เป็นภาษาไทย:
สินค้าผลิตในไทยออกแบบฉลากภาษาไทยตามประกาศได้ตั้งแต่ต้น ส่วนสินค้านำเข้าต้องจัดการฉลากภาษาไทยให้ครบ ทั้งชื่อผู้นำเข้า ชื่อและประเทศผู้ผลิต คำว่า "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" และคำเตือนบังคับ ซึ่งอาจทำโดยให้ผู้ผลิตพิมพ์ฉลากเฉพาะตลาดไทย หรือทำฉลากภาษาไทยเพิ่มเติม ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ว่ารูปแบบที่เลือกเป็นไปตามประกาศฉบับที่ 450 หรือไม่
ปัจจัยที่กำหนดต้นทุน:
ต้นทุนของการผลิตในไทยมาจากค่าพัฒนาสูตร วัตถุดิบ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การทดสอบคุณภาพ และค่าใช้จ่ายในการขออนุญาต ส่วนต้นทุนของการนำเข้ามาจากราคาสินค้าหน้าโรงงาน ค่าขนส่งระหว่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน ภาษีและพิธีการนำเข้า ค่าใบอนุญาตสถานที่นำเข้า ค่าจัดเก็บ และค่าปรับฉลาก การเทียบต้นทุนจึงควรเทียบแบบต้นทุนรวมถึงมือลูกค้า ไม่ใช่เทียบเฉพาะราคาต่อหน่วยจากโรงงาน
8. ภาพรวมตลาดอาหารเสริมไทย
ตัวเลขที่อ้างอิงได้ชัดเจนสำหรับตลาดอาหารเสริมไทยคือ รายงานธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (28 เมษายน 2568) ซึ่งอ้างข้อมูลจาก Statista ว่ามูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยในปี 2567 อยู่ที่ราว 83,330 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 8.2% ตัวเลขนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นภาพรวมในการวางแผน แต่ไม่ควรใช้แทนการศึกษาตลาดของกลุ่มสินค้าที่แบรนด์จะทำจริง
สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้คือ แหล่งข้อมูลแต่ละแห่งใช้นิยามตลาดต่างกัน บางแหล่งรวมสารสกัดและผลิตภัณฑ์กลุ่ม Nutraceuticals ที่กว้างกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงได้ตัวเลขสูงกว่ามาก บางแหล่งใช้วิธีประเมินหรือปีฐานต่างกัน ทำให้ตัวเลขปีเดียวกันไม่ตรงกัน ตัวเลขจากต่างแหล่งจึงนำมาเทียบกันโดยตรงไม่ได้ เวลาอ้างอิงตัวเลขตลาดในแผนธุรกิจหรือเอกสารนำเสนอ ควรใช้ตัวเลขจากแหล่งเดียวและระบุที่มาทุกครั้ง
รายงานฉบับเดียวกันของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการนำเข้า โดยระบุมูลค่านำเข้าวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยในปี 2567 ราว 1,425.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 1.4% จากปีก่อน แหล่งนำเข้าหลักคือเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่รายงานอ้างถึง ระบุว่าเภสัชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตในไทยปี 2567 จำหน่ายในประเทศราว 88.5% และส่งออกราว 11.5% ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดไทยมีทั้งสินค้านำเข้าและสินค้าผลิตในประเทศแข่งขันกันอยู่ และการผลิตในไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งตลาดในประเทศ
รายงานเดียวกันยังอ้างผลสำรวจของ Kantar Worldpanel ปี 2565 เรื่องสัดส่วนหมวดผลิตภัณฑ์ที่คนไทยซื้อ โดยกลุ่มเสริมสุขภาพองค์รวมมีสัดส่วนราว 29% กลุ่มผิวพรรณและความงามราว 21% และกลุ่มโปรตีนราว 19% ข้อมูลลักษณะนี้ช่วยให้เจ้าของแบรนด์เห็นภาพการแข่งขันในแต่ละหมวด แต่การเลือกหมวดสินค้าควรพิจารณาร่วมกับกลุ่มลูกค้า ช่องทางขาย และข้อกำหนดด้านฉลากและการโฆษณาของผลิตภัณฑ์นั้นด้วย
9. เลือกผลิตในไทยหรือนำเข้าอย่างไรให้เหมาะกับแบรนด์
คำถามที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นมีไม่กี่ข้อ ข้อแรกคือแบรนด์ต้องการควบคุมสูตรเองหรือไม่ หากต้องการกำหนดสูตร ปรับสูตร และพัฒนาสินค้ารุ่นต่อไปเอง การผลิตในไทยมักให้ความยืดหยุ่นมากกว่า ข้อที่สองคือแบรนด์มีผู้ผลิตต่างประเทศที่ส่งเอกสารได้ครบหรือยัง หากมีคู่ค้าที่พร้อมออกใบรับรองสถานที่ผลิตและข้อมูลสูตรให้ การนำเข้าก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ ข้อที่สามคือแบรนด์พร้อมรับผิดชอบในฐานะผู้นำเข้าหรือไม่ ทั้งเรื่องใบอนุญาตสถานที่นำเข้า สถานที่เก็บสินค้า การต่ออายุใบอนุญาต และการเก็บเอกสารตามเงื่อนไข
ข้อที่สี่คือเงินทุนหมุนเวียนและการถือสต็อก การนำเข้าทีละล็อตใหญ่ทำให้เงินจมในสินค้าคงคลังนานกว่า ขณะที่การผลิตในประเทศวางรอบผลิตได้ใกล้กับยอดขายมากกว่าในหลายกรณี ข้อที่ห้าคือภาพลักษณ์ที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร บางแบรนด์ต้องการเล่าเรื่องวัตถุดิบในท้องถิ่นหรือการผลิตในไทย บางแบรนด์ต้องการนำเสนอสินค้าจากประเทศต้นทางที่ผู้บริโภครู้จัก ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกทางใด ข้อความโฆษณาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหารของ อย. และห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต
บางแบรนด์เลือกใช้ทั้งสองเส้นทางคู่กัน เช่น นำเข้าสินค้าบางรายการที่มีสูตรเฉพาะจากต้นทาง และผลิตในไทยสำหรับรายการที่ต้องการปรับสูตรหรือควบคุมต้นทุนเอง การวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้นช่วยให้ฉลาก บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
10. ACC Nutraceutical ช่วยเจ้าของแบรนด์ได้อย่างไรในทั้งสองเส้นทาง
ACC Nutraceutical ให้บริการหลัก 4 ด้าน ได้แก่ OEM ผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การบรรจุแผงบลิสเตอร์ การจดทะเบียน อย. และการผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์ โดยเชื่อมการพัฒนาแนวคิด รูปแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การบรรจุ การจดทะเบียน และบรรจุภัณฑ์ให้เป็นแผนงานเดียวกัน ขอบเขตงานจริงกำหนดตามแต่ละโครงการ
สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่เลือกผลิตในไทย ACC รับพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่แนวคิด การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การเลือกรูปแบบแคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ด (Tablet) การพัฒนาสูตร และการวางแนวบรรจุภัณฑ์ โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดชุมพร และมีพื้นฐานจากการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ซึ่งต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ซอฟท์เจลที่ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นฐาน ร่วมกับสารสกัดจากสมุนไพร เช่น ใบหูเสือและมังคุด
สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่สนใจการนำเข้า บริการของ ACC ครอบคลุมการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงการผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์ ทีมงานจะพิจารณาร่วมกับเจ้าของแบรนด์ตามรายละเอียดของโครงการ ส่วนงานจดทะเบียน อย. ACC ช่วยตรวจรายการข้อมูลเบื้องต้น เตรียมเอกสารและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และประสานการจดทะเบียน เพื่อลดการแก้ไขข้อมูลซ้ำ
แนวทางการเริ่มโครงการของ ACC มี 6 ช่วง ได้แก่ รับโจทย์และเป้าหมาย กำหนดแนวคิดผลิตภัณฑ์ ประเมินสูตรและรูปแบบ วางบรรจุภัณฑ์ เตรียมข้อมูลและการผลิต และส่งมอบตามขอบเขตโครงการ เจ้าของแบรนด์เริ่มต้นได้แม้ยังไม่มีสูตร โดยส่งข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย สิ่งที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ รูปแบบสินค้า และงบประมาณเบื้องต้นมาเป็นโจทย์สำหรับการปรึกษา ส่วนระยะเวลาและปริมาณผลิตขึ้นกับสูตร รูปแบบผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดของโครงการ ซึ่งทีมงานจะประเมินหลังได้รับข้อมูลเบื้องต้น
11. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผลิตในไทยและการนำเข้าอาหารเสริม
1. นำเข้าอาหารเสริมมาขายต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง?
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 15 ห้ามนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้นำเข้าจึงต้องยื่นคำขอตามแบบ อ.6 เพื่อรับใบอนุญาตนำเข้าอาหาร (อ.7) และต้องขอเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการในนามสถานที่นำเข้า พร้อมแนบใบรับรองสถานที่ผลิตของผู้ผลิตต่างประเทศ หากจะโฆษณาคุณประโยชน์ของสินค้า ยังต้องพิจารณาเรื่องการขออนุญาตโฆษณาตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ด้วย
2. ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร อ.7 มีอายุนานเท่าไร?
ข้อมูลของกองอาหาร อย. ระบุว่าใบอนุญาตสถานที่นำเข้าอาหารมีอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่สามนับแต่วันที่ออก และต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ ส่วนค่าธรรมเนียมและรายละเอียดการต่ออายุ ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ อย. หรือกฎกระทรวงฉบับปัจจุบัน
3. สินค้าที่ผลิตในต่างประเทศต้องผ่านมาตรฐานโรงงานแบบใด?
ตามข้อมูลของ อย. ระบบการผลิตของผู้ผลิตต่างประเทศต้องเทียบเท่าหรือไม่ต่ำกว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 420 ว่าด้วยวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร และผู้นำเข้าต้องแนบเอกสารหรือใบรับรองตามประกาศ อย. เรื่องเอกสารหรือใบรับรองมาตรฐานระบบการผลิตอาหารสำหรับการนำเข้า ประเภทใบรับรองที่ใช้ได้ควรตรวจสอบจากประกาศฉบับดังกล่าวหรือสอบถามเจ้าหน้าที่
4. ฉลากภาษาอังกฤษจากต่างประเทศใช้ขายในไทยได้เลยหรือไม่?
ฉลากที่จำหน่ายต่อผู้บริโภคต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทยตามประกาศฉบับที่ 450 และต้องมีรายการเฉพาะของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับคำเตือนบังคับตามประกาศฉบับที่ 405 และ 411 สินค้านำเข้าต้องแสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อและประเทศของผู้ผลิต ข้อยกเว้นให้ใช้ภาษาอังกฤษได้มีเฉพาะฉลากของสินค้านำเข้าที่ไม่ได้จำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งยังต้องมีรายการขั้นต่ำตามที่ประกาศกำหนด
5. ผลิตในไทยกับนำเข้า แบบไหนใช้เวลาน้อยกว่ากัน?
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกกรณี การผลิตในไทยมีช่วงพัฒนาสูตรและทดลองผลิต ส่วนการนำเข้ามีช่วงขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้า รวบรวมเอกสารจากโรงงานต่างประเทศ ขนส่ง และตรวจปล่อยสินค้า ทั้งสองเส้นทางต้องผ่านการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ผ่านระบบ e-Submission ซึ่งคู่มือประชาชนกำหนดกรอบไว้ 20 วันทำการ แต่กรอบนี้ไม่ใช่คำรับประกันระยะเวลา ความพร้อมของเอกสารจึงมีผลอย่างมาก
6. สูตรที่ขายได้ในต่างประเทศ จะขายในไทยได้ทุกสูตรหรือไม่?
ไม่เสมอไป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในไทยต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย เช่น ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุตามประกาศฉบับที่ 448 และหากมีสารใหม่หรือเป็นอาหารใหม่ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อน สูตรที่วางขายได้ในประเทศต้นทางจึงอาจต้องปรับก่อนยื่นขออนุญาตในไทย
7. ตลาดอาหารเสริมไทยมีมูลค่าเท่าไร?
รายงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลงวันที่ 28 เมษายน 2568 ซึ่งอ้างข้อมูลจาก Statista ระบุมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยปี 2567 ราว 83,330 ล้านบาท แหล่งข้อมูลอื่นอาจให้ตัวเลขต่างออกไปเพราะใช้นิยามตลาดหรือวิธีประเมินต่างกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขจากต่างแหล่งมาเทียบกันโดยตรง
8. ACC ช่วยเรื่องการนำเข้าได้หรือไม่?
บริการหลักของ ACC ครอบคลุมการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงการผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์ และงานจดทะเบียน อย. ขอบเขตงานจริงกำหนดตามรายละเอียดของแต่ละโครงการ เจ้าของแบรนด์สามารถส่งข้อมูลสินค้าที่สนใจเพื่อให้ทีมงานประเมินแนวทางที่เหมาะสมได้
12. เริ่มวางแผนเส้นทางที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณ
ไม่ว่าจะเลือกผลิตอาหารเสริมในไทยหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากต่างประเทศ การเริ่มจากโจทย์ที่ชัดเจนช่วยให้เลือกใบอนุญาต เตรียมเอกสาร และวางแผนฉลากได้ถูกทางตั้งแต่ต้น ทีม ACC Nutraceutical พร้อมรับฟังแนวคิดผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า รูปแบบสินค้า และงบประมาณเบื้องต้น เพื่อช่วยประเมินแนวทางผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแบรนด์
ติดต่อขอคำปรึกษาและใบเสนอราคาได้ที่โทร 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal การรับคำสั่งซื้อ ใบเสนอราคา และการชำระเงินดำเนินการผ่าน TIBD Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ดูแลงานขายของ ACC ส่งข้อมูลเบื้องต้นมาได้เลย แล้วเริ่มวางแผนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของคุณไปด้วยกัน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับผลิตภัณฑ์รายการใดรายการหนึ่ง
แหล่งอ้างอิง :
- พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 (มาตรา 14 และมาตรา 15)
- คู่มือประชาชน การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี (เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข) ฉบับปรับปรุง 2 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข้อมูลการขออนุญาตสถานที่นำเข้าอาหาร (food.fda.moph.go.th/for-entrepreneurs/food-import1)
- กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข้อมูลการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร (food.fda.moph.go.th/for-entrepreneurs/production-premise)
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง เอกสารหรือใบรับรองมาตรฐานระบบการผลิตอาหารสำหรับการนำเข้า
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ราชกิจจานุเบกษา 28 ธันวาคม 2548
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3) ราชกิจจานุเบกษา 7 พฤษภาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 411) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 4) ราชกิจจานุเบกษา 16 ตุลาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) พ.ศ. 2566 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 5) ราชกิจจานุเบกษา 4 มกราคม 2567
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ราชกิจจานุเบกษา 18 กรกฎาคม 2567
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ราชกิจจานุเบกษา 30 มีนาคม 2564
- ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รายงาน "ธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" Business Research 28 เมษายน 2568 (อ้างข้อมูล Statista, Kantar Worldpanel และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม)


