น้ำมันปลาเป็นวัตถุดิบที่เจ้าของแบรนด์ถามถึงบ่อยเมื่อคิดจะออกสินค้าซอฟท์เจล และคำว่า น้ำมันปลา โอเมก้า3 และ fish oil มีผู้ค้นหาจำนวนมาก แต่หลายแบรนด์เริ่มคุยกับโรงงานด้วยประโยคเดียวว่า "อยากได้โอเมก้า-3 1,000 มก." ซึ่งอาจหมายถึงน้ำหนักน้ำมันทั้งเม็ด หรือปริมาณ EPA และ DHA ก็ได้ และน้ำมันปลาในตลาดวัตถุดิบมีหลายเกรด หลายรูปแบบ และหลายแหล่งที่มา

คำตอบโดยสรุป

น้ำมันปลาเป็นวัตถุดิบที่เจ้าของแบรนด์ถามถึงบ่อยเมื่อคิดจะออกสินค้าซอฟท์เจล และคำว่า น้ำมันปลา โอเมก้า3 และ fish oil มีผู้ค้นหาจำนวนมาก แต่หลายแบรนด์เริ่มคุยกับโรงงานด้วยประโยคเดียวว่า "อยากได้โอเมก้า-3 1,000 มก." ซึ่งอาจหมายถึงน้ำหนักน้ำมันทั้งเม็ด หรือปริมาณ EPA และ DHA ก็ได้ และน้ำมันปลาในตลาดวัตถุดิบมีหลายเกรด หลายรูปแบบ และหลายแหล่งที่มา

น้ำมันปลาเป็นวัตถุดิบที่เจ้าของแบรนด์ถามถึงบ่อยเมื่อคิดจะออกสินค้าซอฟท์เจล และคำว่า น้ำมันปลา โอเมก้า3 และ fish oil มีผู้ค้นหาจำนวนมาก แต่หลายแบรนด์เริ่มคุยกับโรงงานด้วยประโยคเดียวว่า "อยากได้โอเมก้า-3 1,000 มก." ซึ่งอาจหมายถึงน้ำหนักน้ำมันทั้งเม็ด หรือปริมาณ EPA และ DHA ก็ได้ และน้ำมันปลาในตลาดวัตถุดิบมีหลายเกรด หลายรูปแบบ และหลายแหล่งที่มา

บทความนี้ช่วยเจ้าของแบรนด์ ผู้จัดจำหน่าย และผู้นำเข้า แปลงความต้องการให้เป็นสเปกที่โรงงานใช้ทำใบเสนอราคาได้ ตั้งแต่น้ำหนักน้ำมันต่อเม็ด การระบุ EPA และ DHA สัดส่วนที่ลูกค้ามักถาม รูปแบบ TG และ EE แหล่งปลา รายการตรวจในใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) บรรจุภัณฑ์ และข้อมูลที่ควรส่งให้ทีม ACC Nutraceutical

โอเมก้า-3 และ EPA DHA คืออะไร?

โอเมก้า-3 เป็นชื่อเรียกกลุ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนกลุ่มหนึ่ง ในน้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ตลาดและฉลากให้ความสำคัญคือ EPA (Eicosapentaenoic acid) และ DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันสายยาว น้ำมันปลาหนึ่งเม็ดจึงไม่ได้เป็น EPA และ DHA ทั้งหมด แต่มีกรดไขมันชนิดอื่นปนอยู่ด้วย ทั้งกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และโอเมก้า-3 ชนิดอื่นในปริมาณน้อย

สำหรับเจ้าของแบรนด์ EPA และ DHA คือตัวเลขที่ใช้บอกเกรดของน้ำมันปลา น้ำมันที่มี EPA และ DHA ต่อกรัมมากขึ้นคือน้ำมันที่ผ่านการทำให้เข้มข้นมากขึ้น และมักมีราคาสูงขึ้น ตัวเลขนี้ยังเป็นข้อมูลที่กฎหมายไทยกำหนดให้แสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีน้ำมันปลา

คนค้นหา "ประโยชน์น้ำมันปลา" และ "น้ำมันปลาสรรพคุณ" แล้วแบรนด์ควรสื่อสารอะไร:

คำค้นกลุ่มประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันปลามีผู้ค้นหาจำนวนมาก แต่ตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโฆษณาว่าบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะในร่างกายไม่ได้ การกล่าวอ้างทางสุขภาพต้องอยู่ในกรอบของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีบัญชีข้อความสำเร็จรูปและเงื่อนไขปริมาณสาร สิ่งที่แบรนด์สื่อสารได้ปลอดภัยกว่าคือข้อเท็จจริงของสินค้า เช่น ชนิดปลา แหล่งที่มา ปริมาณ EPA และ DHA ต่อเม็ด รูปแบบน้ำมัน และผลตรวจคุณภาพ

1. น้ำหนักน้ำมันต่อเม็ด เป็นตัวเลขแรกที่ต้องตกลง

น้ำหนักน้ำมันต่อเม็ด (Fill Weight) คือปริมาณน้ำมันที่บรรจุอยู่ในเปลือกหนึ่งเม็ด ขนาดที่พบบ่อยในตลาด เช่น 500 มก. และ 1,000 มก. ต่อเม็ด ตัวเลขนี้กำหนดขนาดแม่พิมพ์ ขนาดเม็ดที่ผู้บริโภคต้องกลืน จำนวนเม็ดต่อขวดหรือแผง และต้นทุนต่อหน่วยโดยตรง เมื่อคุยกับโรงงาน ควรระบุให้ชัดว่า 1,000 มก. หมายถึงน้ำหนักน้ำมันปลาทั้งหมดในเม็ด ไม่ใช่ปริมาณ EPA รวม DHA เพราะสองความหมายนี้นำไปสู่วัตถุดิบคนละเกรด

ถ้าสูตรมีส่วนผสมอื่น เช่น สารต้านออกซิเดชันหรือกลิ่นรสที่อนุญาต น้ำหนักบรรจุรวมจะมากกว่าน้ำหนักน้ำมันปลาเล็กน้อย และต้องแสดงบนฉลากด้วย ทีมงานจะยืนยันขนาดเม็ดและรูปทรงที่ทำได้ในใบเสนอราคา

2. ระบุ EPA และ DHA เป็นมิลลิกรัมหรือเปอร์เซ็นต์

ผู้จำหน่ายวัตถุดิบมักขายน้ำมันปลาโดยบอกเกรดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเป็นมิลลิกรัมต่อกรัม ขณะที่ฉลากสินค้าต้องแสดงเป็นมิลลิกรัมต่อแคปซูล เจ้าของแบรนด์ควรเข้าใจการแปลงระหว่างสองแบบนี้ ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่มี EPA 18% และ DHA 12% เมื่อบรรจุ 1,000 มก. ต่อเม็ด จะได้ EPA ประมาณ 180 มก. และ DHA ประมาณ 120 มก. ต่อเม็ด หากต้องการ EPA และ DHA ต่อเม็ดมากขึ้นโดยไม่เพิ่มขนาดเม็ด ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเกรดเข้มข้นขึ้น

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือฐานการคำนวณ ผู้จำหน่ายบางรายระบุ EPA และ DHA ในรูปไตรกลีเซอไรด์ บางรายระบุในรูปเอทิลเอสเทอร์หรือกรดไขมันอิสระ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เดียวกันจึงอาจไม่ได้หมายถึงปริมาณเท่ากันเมื่อนำไปคำนวณบนฉลาก ก่อนสรุปสเปก ควรขอเอกสารข้อกำหนดของวัตถุดิบที่ระบุฐานการคำนวณและวิธีวิเคราะห์ให้ชัด แล้วให้ทีมผลิตคำนวณค่าต่อเม็ด พร้อมเผื่อการสูญเสียและความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักบรรจุ

3. สัดส่วน 18/12, 33/22 และ 35/25 ที่ลูกค้ามักถาม

ในตลาดวัตถุดิบ เกรดน้ำมันปลามักเรียกเป็นคู่ตัวเลข EPA/DHA ตัวเลขด้านล่างเป็นตัวอย่างสเปกที่พบทั่วไปในตลาดและเป็นสัดส่วนที่ลูกค้าถาม ACC บ่อย ไม่ได้เป็นรายการสเปกที่ ACC รับรองว่าผลิตได้ทุกแบบ ความเป็นไปได้ของแต่ละสเปกจะยืนยันในใบเสนอราคา

  • 18/12 คือ EPA ประมาณ 18% และ DHA ประมาณ 12% มักเรียกว่าน้ำมันปลาเกรดทั่วไป บรรจุ 1,000 มก. ได้ EPA รวม DHA ประมาณ 300 มก.
  • 33/22 คือ EPA ประมาณ 33% และ DHA ประมาณ 22% เป็นเกรดเข้มข้น บรรจุ 1,000 มก. ได้ EPA รวม DHA ประมาณ 550 มก.
  • 35/25 คือ EPA ประมาณ 35% และ DHA ประมาณ 25% บรรจุ 1,000 มก. ได้ EPA รวม DHA ประมาณ 600 มก.

หากต้องการ EPA รวม DHA ต่อเม็ดสูงกว่านี้ ต้องใช้วัตถุดิบเข้มข้นขึ้นอีก ซึ่งมีผลต่อราคาและแหล่งวัตถุดิบที่เลือกได้ ควรแจ้งทั้งตัวเลขที่ต้องการและช่วงที่ยอมรับได้

4. เน้น EPA หรือเน้น DHA

นอกจากปริมาณรวม แบรนด์ควรตัดสินใจว่าจะใช้สูตรที่ EPA มากกว่า DHA หรือ DHA มากกว่า EPA สัดส่วนนี้ขึ้นกับชนิดปลาและกระบวนการทำให้เข้มข้น น้ำมันปลาจากปลาทะเลตัวเล็กหลายชนิดมักมี EPA มากกว่า DHA ขณะที่น้ำมันปลาทูน่ามักมี DHA มากกว่า EPA และยังมีวัตถุดิบที่ผู้ผลิตปรับสัดส่วนให้เน้นตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อสื่อสารกับผู้บริโภค ควรพูดถึงตัวเลขบนฉลากและข้อเท็จจริงของวัตถุดิบ ไม่ควรเชื่อมโยงสัดส่วน EPA หรือ DHA กับผลต่ออวัยวะหรือระบบใดในร่างกาย เพราะเข้าข่ายข้อความต้องห้ามในการโฆษณาอาหาร

5. รูปแบบ TG กับ EE ต่างกันตรงไหน

น้ำมันปลาตามธรรมชาติอยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ (TG) คือกรดไขมันสามสายเกาะกับโมเลกุลกลีเซอรอล เมื่อต้องการทำให้ EPA และ DHA เข้มข้นขึ้น ผู้ผลิตวัตถุดิบมักเปลี่ยนน้ำมันให้อยู่ในรูปเอทิลเอสเทอร์ (EE) ก่อน เพื่อแยกและคัดกรดไขมันได้ง่ายขึ้น น้ำมันเข้มข้นบางเกรดจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นรูปไตรกลีเซอไรด์อีกครั้ง ซึ่งในตลาดเรียกว่า rTG (Re-esterified Triglyceride)

ควรระบุรูปแบบที่ต้องการให้ชัด เพราะมีผลต่อราคาและผู้จำหน่ายที่เลือกได้ แต่ไม่ควรนำความต่างของรูปแบบไปเขียนเป็นคำกล่าวอ้างว่าแบบหนึ่งดูดซึมดีกว่าหรือให้ผลต่อร่างกายมากกว่า หากยังไม่แน่ใจ สามารถขอให้ทีมงานเสนอราคาเปรียบเทียบได้

6. ชนิดปลา แหล่งที่มา และประเทศต้นทาง

ลูกค้าหลายรายให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ บางรายระบุชัดว่าไม่ต้องการวัตถุดิบจากบางประเทศ สเปกที่ดีจึงควรระบุชนิดปลาหรือกลุ่มปลาที่ยอมรับ ประเทศต้นทางของวัตถุดิบ และเอกสารที่ต้องการเพื่อยืนยันแหล่งที่มา เช่น ใบแสดงแหล่งกำเนิดหรือเอกสารจากผู้ผลิตวัตถุดิบ หากแบรนด์ต้องการสื่อสารเรื่องการประมงที่ยั่งยืน ต้องมีเอกสารรับรองของวัตถุดิบนั้นจริงก่อนนำไปใช้บนฉลากหรือสื่อโฆษณา

ค่าที่ควรขอใน COA ของน้ำมันปลา:

ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) ของวัตถุดิบแต่ละล็อตเป็นเอกสารที่เจ้าของแบรนด์ควรขอดู และควรกำหนดรายการตรวจไว้ในสเปกตั้งแต่ต้น รายการที่มักใช้ในการกำหนดคุณภาพน้ำมันปลามีดังนี้

  • ปริมาณ EPA และ DHA พร้อมฐานการคำนวณและวิธีวิเคราะห์
  • ค่าเปอร์ออกไซด์ (Peroxide Value) ใช้ดูการเกิดออกซิเดชันในระยะแรก
  • ค่าอะนิซิดีน (Anisidine Value) ใช้ดูผลิตภัณฑ์จากการออกซิเดชันในระยะถัดมา
  • ค่า TOTOX ซึ่งคำนวณจากค่าเปอร์ออกไซด์และค่าอะนิซิดีน ใช้ดูภาพรวมของการออกซิเดชัน
  • ค่าความเป็นกรด (Acid Value)
  • โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู
  • สารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมที่ผู้ซื้อบางรายกำหนดเพิ่ม เช่น ไดออกซินและพีซีบี
  • เชื้อจุลินทรีย์ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

เกณฑ์ตัวเลขของแต่ละค่าควรตกลงกันระหว่างแบรนด์ ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ และโรงงาน ตามข้อกำหนดของวัตถุดิบและตลาดที่จะขาย ค่าออกซิเดชันเปลี่ยนไปตามการเก็บรักษา อากาศ แสง และความร้อน จึงควรวางแผนตรวจสินค้าสำเร็จรูปและทดสอบความคงตัวเพื่อกำหนดอายุการเก็บด้วย ส่วนเกณฑ์จุลินทรีย์ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 กำหนดไว้ เช่น E. coli ต้องน้อยกว่า 3 ต่อ 1 กรัม (MPN)

เปลือก กลิ่น และการลดออกซิเดชันในสูตร:

เปลือกซอฟท์เจลส่วนใหญ่ทำจากเจลาตินผสมสารเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น กลีเซอรีน เจลาตินอาจมาจากโค สุกร หรือปลา ซึ่งมีผลต่อการสื่อสารกับผู้บริโภคบางกลุ่ม และยังเกี่ยวกับข้อมูลผู้แพ้อาหารบนฉลาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 กำหนดให้ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลาเป็นกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องแสดง โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะเจลาตินจากปลาที่ใช้เป็นตัวพาวิตามินหรือแคโรทีนอยด์ สำหรับซอฟท์เจลน้ำมันปลา ตัวน้ำมันเองก็มาจากปลาอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดการแสดงข้อมูลของเปลือกเจลาตินปลา ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่

ด้านกลิ่น อุตสาหกรรมมักใช้น้ำมันเกรดกลิ่นต่ำ เติมกลิ่นรสที่อนุญาต และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ส่วนการลดออกซิเดชันมักเติมสารต้านออกซิเดชันที่อนุญาต เช่น โทโคฟีรอล และลดการสัมผัสอากาศและแสง ทุกส่วนผสมที่เติมต้องแสดงบนฉลาก

บรรจุภัณฑ์ แผงบลิสเตอร์หรือขวด:

ขวดเหมาะกับการขายแบบรับประทานต่อเนื่อง มีหลายขนาด เช่น 30, 60 หรือ 90 เม็ด แต่เม็ดที่เหลือจะสัมผัสอากาศทุกครั้งที่เปิดฝา และกลิ่นน้ำมันอาจสะสมในขวด แผงบลิสเตอร์แยกแต่ละเม็ดไว้ในช่องของตัวเอง พกพาสะดวก และเหมาะกับขนาดทดลอง จำนวนเม็ดต่อแผงที่ลูกค้าถามบ่อย เช่น 10, 15 หรือ 20 เม็ด โดยต้องเลือกขนาดช่องและวัสดุแผงให้เหมาะกับขนาดเม็ด

วรรณกรรมด้านซอฟท์เจลแนะนำสภาวะเก็บที่ 15–30 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 50% ซึ่งควรคิดถึงเมื่อสินค้าต้องขนส่งในพื้นที่ร้อนชื้น ACC มีบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์และจัดหาบรรจุภัณฑ์ รูปแบบแผงและขนาดขวดที่ทำได้จะยืนยันในใบเสนอราคา

ฉลากซอฟท์เจลน้ำมันปลาต้องมีอะไรบ้าง:

นอกจากรายการฉลากพื้นฐานตามประกาศ 450 เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต ปริมาณสุทธิ ข้อมูลผู้แพ้อาหาร และวันหมดอายุ ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีคำว่า "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" ในชื่อ แสดงจำนวนเม็ด และแสดงชื่อและปริมาณส่วนประกอบสำคัญเรียงจากมากไปน้อย ตามประกาศ 293 ที่แก้ไขโดยประกาศ 405

สำหรับน้ำมันปลาโดยเฉพาะ บัญชีแนบท้ายประกาศ 405 กำหนดให้แสดงคำเตือน "ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา" และ "ควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือแอสไพริน" พร้อมแสดงปริมาณน้ำมันปลา EPA DHA และกรดไขมันอิ่มตัว เป็นมิลลิกรัมต่อหนึ่งแคปซูล ร่วมกับคำเตือนที่ใช้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดตามประกาศ 411 เช่น "เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน" และ "ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค" ตัวเลขบนฉลากทุกตัวต้องสอดคล้องกับสูตรและผลวิเคราะห์จริง สเปกที่ตกลงกับโรงงานจึงเป็นฐานของฉลากโดยตรง

ส่วนคำถามที่ผู้บริโภคค้นหา เช่น EPA DHA ปริมาณต่อวัน เป็นเรื่องของวิธีรับประทานที่แต่ละแบรนด์กำหนดบนฉลากภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวเลขที่บทความของโรงงานจะแนะนำแทนได้

ข้อมูลที่ควรส่งเพื่อขอใบเสนอราคา:

ลูกค้าส่วนใหญ่อยากได้ราคาและปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำก่อนนัดคุย ข้อมูลด้านล่างจะช่วยให้ทีมงานทำใบเสนอราคาได้ตรงขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกข้อ

  • น้ำหนักน้ำมันต่อเม็ด เช่น 500 มก. หรือ 1,000 มก.
  • EPA และ DHA ที่ต้องการ เป็นมิลลิกรัมต่อเม็ด หรือเกรดเป็นเปอร์เซ็นต์ พร้อมช่วงที่ยอมรับได้
  • แนวเน้น EPA หรือเน้น DHA
  • รูปแบบน้ำมัน TG, rTG หรือ EE หรือให้ทีมงานเสนอ
  • ชนิดปลา ประเทศต้นทางที่ยอมรับ หรือประเทศที่ไม่ต้องการ
  • ชนิดเปลือก แหล่งเจลาติน สีเปลือก และรูปทรงเม็ด
  • บรรจุภัณฑ์ ขวดหรือแผง จำนวนเม็ดต่อหน่วย
  • จำนวนที่ต้องการสั่ง และตลาดที่จะขาย ในประเทศหรือต่างประเทศ
  • กรณีใช้น้ำมันของลูกค้าเอง ให้แนบข้อกำหนดและ COA ของวัตถุดิบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซอฟท์เจลน้ำมันปลา:

1. สั่งผลิตขั้นต่ำกี่เม็ด?

สำหรับลูกค้าทั่วไป ปริมาณสั่งผลิตซอฟท์เจลขั้นต่ำเริ่มที่ 50,000 เม็ด ตัวเลขสุดท้ายขึ้นกับสเปกวัตถุดิบ เปลือก และบรรจุภัณฑ์ สำหรับนักวิจัยหรือนักศึกษาที่ทำโครงการวิจัยเพื่อสนับสนุนชุมชนหรือเสริมความเข้มแข็งให้งานวิจัยในประเทศไทย ACC ยินดีสนับสนุนและพิจารณาลดปริมาณขั้นต่ำให้ได้

2. ACC ผลิตน้ำมันปลาทุกสัดส่วน EPA/DHA ได้หรือไม่?

สัดส่วนที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นตัวอย่างสเปกในตลาด ความเป็นไปได้ของแต่ละสเปก ทั้งเกรดน้ำมัน รูปแบบ และขนาดเม็ด ทีมงานจะประเมินและยืนยันในใบเสนอราคาของแต่ละโครงการ

3. ACC ช่วยขอเลข อย. ให้ด้วยหรือไม่?

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องยื่นจดทะเบียนผ่านระบบ e-Submission ของ อย. โดยต้องมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตก่อน ACC มีบริการรับจดทะเบียน อย. ช่วยตรวจรายการข้อมูลและเตรียมเอกสารตามขอบเขตโครงการ ทั้งนี้ผลการพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ

ขอใบเสนอราคาซอฟท์เจลน้ำมันปลากับ ACC:

ACC Nutraceutical เป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในจังหวัดชุมพรที่เชี่ยวชาญด้านซอฟท์เจล พร้อมบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์ จัดหาบรรจุภัณฑ์ และเตรียมข้อมูลจดทะเบียน อย. ตามขอบเขตโครงการ ไม่ว่าคุณจะมีสเปกน้ำมันปลาโอเมก้า-3 ครบแล้วหรือมีเพียงตัวเลขคร่าว ๆ ส่งข้อมูลมาได้ที่ accnutra.com/softgel ทีมงานจะยืนยันความเป็นไปได้ในใบเสนอราคา

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน TIBD Company Limited

แหล่งอ้างอิง :

  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนพิเศษ 150 ง วันที่ 28 ธันวาคม 2548
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 113 ง วันที่ 7 พฤษภาคม 2562
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 411) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 4) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 257 ง วันที่ 16 ตุลาคม 2562
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 195 ง วันที่ 18 กรกฎาคม 2567
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ลงนาม 17 ธันวาคม 2566
  • ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 73 ง วันที่ 30 มีนาคม 2564
  • คู่มือประชาชน การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ฉบับปรับปรุง 2 พฤศจิกายน 2566
  • Chavarría-Rojas M, Acuña-Amador D, Madrigal-Redondo GL. Gelatin and non-gelatin soft gel capsules: A review. J. Excipients and Food Chem. 2021;12(2):19–29
ภาพประกอบเนื้อหา กำหนดสเปกซอฟท์เจลน้ำมันปลา โอเมก้า-3 สำหรับแบรนด์: EPA/DHA, TG/EE และ COA
ภาพประกอบเพื่อช่วยอธิบายบริบทของเนื้อหาเรื่อง กำหนดสเปกซอฟท์เจลน้ำมันปลา โอเมก้า-3 สำหรับแบรนด์: EPA/DHA, TG/EE และ COA