เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3 ในรูปซอฟท์เจล เจ้าของแบรนด์ส่วนใหญ่นึกถึงน้ำมันปลาก่อน แต่ในช่วงหลังมีลูกค้าถาม ACC Nutraceutical ถึงวัตถุดิบทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันคริลล์ (Krill oil) และ DHA จากสาหร่าย ทั้งจากแบรนด์ไทยที่ต้องการแยกสินค้าให้ต่างจากน้ำมันปลาทั่วไป และจากผู้จัดจำหน่ายต่างประเทศที่ต้องการสินค้าหลายตัวในกลุ่มเดียวกัน คำค้นอย่าง krill oil, krill oil คือ และ dha จากสาหร่าย ก็มีผู้ค้นหาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3 ในรูปซอฟท์เจล เจ้าของแบรนด์ส่วนใหญ่นึกถึงน้ำมันปลาก่อน แต่ในช่วงหลังมีลูกค้าถาม ACC Nutraceutical ถึงวัตถุดิบทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันคริลล์ (Krill oil) และ DHA จากสาหร่าย ทั้งจากแบรนด์ไทยที่ต้องการแยกสินค้าให้ต่างจากน้ำมันปลาทั่วไป และจากผู้จัดจำหน่ายต่างประเทศที่ต้องการสินค้าหลายตัวในกลุ่มเดียวกัน คำค้นอย่าง krill oil, krill oil คือ และ dha จากสาหร่าย ก็มีผู้ค้นหาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3 ในรูปซอฟท์เจล เจ้าของแบรนด์ส่วนใหญ่นึกถึงน้ำมันปลาก่อน แต่ในช่วงหลังมีลูกค้าถาม ACC Nutraceutical ถึงวัตถุดิบทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันคริลล์ (Krill oil) และ DHA จากสาหร่าย ทั้งจากแบรนด์ไทยที่ต้องการแยกสินค้าให้ต่างจากน้ำมันปลาทั่วไป และจากผู้จัดจำหน่ายต่างประเทศที่ต้องการสินค้าหลายตัวในกลุ่มเดียวกัน คำค้นอย่าง krill oil, krill oil คือ และ dha จากสาหร่าย ก็มีผู้ค้นหาอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้อธิบายในมุมของเจ้าของแบรนด์ว่าวัตถุดิบทั้งสองตัวคืออะไร ต่างจากน้ำมันปลาตรงไหน ควรกำหนดสเปกอย่างไร ต้องคิดเรื่องขนาดเม็ดและสีอย่างไร และมีประเด็นฉลากและการขึ้นทะเบียนอะไรที่ต้องตรวจก่อนเริ่มโครงการ
น้ำมันคริลล์ (Krill oil) คืออะไร?
คริลล์เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กกลุ่มครัสเตเชียน มีลักษณะคล้ายกุ้งตัวเล็ก น้ำมันคริลล์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่สกัดจากคริลล์แอนตาร์กติก (Euphausia superba) จุดที่ทำให้น้ำมันคริลล์ต่างจากน้ำมันปลาคือ EPA และ DHA ส่วนหนึ่งอยู่ในรูปที่เกาะกับฟอสโฟลิพิด ขณะที่น้ำมันปลาเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้น้ำมันคริลล์ยังมีแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารสีกลุ่มแคโรทีนอยด์ตามธรรมชาติ ทำให้น้ำมันมีสีแดงเข้มถึงแดงอมส้ม
ในทางสเปก น้ำมันคริลล์จึงไม่ได้บอกเกรดด้วย EPA และ DHA อย่างเดียว แต่ผู้จำหน่ายวัตถุดิบมักระบุปริมาณฟอสโฟลิพิดและแอสตาแซนทินร่วมด้วย เมื่อเทียบที่น้ำหนักน้ำมันเท่ากัน น้ำมันคริลล์มักมี EPA รวม DHA ต่อกรัมน้อยกว่าน้ำมันปลาเกรดเข้มข้น และมีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า
Krill oil กับ fish oil ต่างกันอย่างไรในมุมการผลิต:
คำค้น krill oil กับ fish oil หรือ krill oil vs fish oil ต่างกัน มักถูกตอบด้วยข้อความเรื่องผลต่อร่างกาย ซึ่งแบรนด์ไม่ควรนำไปใช้สื่อสาร เพราะการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่าเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะ หรือป้องกันรักษาโรค เป็นข้อความต้องห้ามตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ในมุมโรงงาน ความต่างที่ต้องนำมาคิดมีดังนี้
- รูปแบบโมเลกุล น้ำมันคริลล์มีโอเมก้า-3 ส่วนหนึ่งอยู่ในรูปฟอสโฟลิพิด น้ำมันปลาอยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์หรือเอทิลเอสเทอร์
- ความหนืด น้ำมันคริลล์มักข้นกว่าน้ำมันปลา จึงต้องประเมินการไหลของน้ำมันในเครื่องขึ้นรูปและการควบคุมน้ำหนักบรรจุ
- สี น้ำมันคริลล์มีสีแดงจากแอสตาแซนทิน ส่งผลต่อหน้าตาเม็ดและการเลือกสีเปลือก
- ปริมาณ EPA และ DHA ต่อเม็ด ที่น้ำหนักบรรจุเท่ากัน น้ำมันคริลล์มักได้ตัวเลขต่อเม็ดน้อยกว่าน้ำมันปลาเกรดเข้มข้น
- ต้นทุน วัตถุดิบคริลล์มักมีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า ทำให้ราคาต่อเม็ดสูงขึ้นแม้น้ำหนักบรรจุน้อยกว่า
น้ำหนักบรรจุ ขนาดเม็ด และสีของซอฟท์เจลคริลล์:
ในตลาด ซอฟท์เจลน้ำมันคริลล์มักพบที่น้ำหนักบรรจุประมาณ 500 มก. ต่อเม็ด และบางสินค้าใช้มากกว่านั้น ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสเปกในตลาด ไม่ได้เป็นขนาดที่ ACC รับรองว่าผลิตได้ เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการให้ EPA และ DHA ต่อหน่วยบริโภคสูงขึ้นต้องเลือกระหว่างเม็ดใหญ่ขึ้นหรือหลายเม็ดต่อครั้ง ซึ่งมีผลต่อจำนวนเม็ดต่อขวด ขนาดแผง และต้นทุนต่อหน่วย
ด้านสี เปลือกใสจะโชว์สีแดงของน้ำมันซึ่งหลายแบรนด์ใช้เป็นเอกลักษณ์ ส่วนเปลือกทึบหรือเปลือกสีช่วยให้หน้าตาเม็ดสม่ำเสมอระหว่างล็อต เพราะสีของน้ำมันธรรมชาติอาจต่างกันได้บ้าง และช่วยลดการสัมผัสแสงของสารภายใน สีทุกชนิดที่ใช้ต้องเป็นสีที่กฎหมายอนุญาตและแสดงบนฉลาก ส่วนความหนืดของน้ำมันคริลล์ ทีมงานจะประเมินร่วมกับรูปทรงเม็ดและแม่พิมพ์ก่อนยืนยันในใบเสนอราคา
DHA จากสาหร่ายคืออะไร?
DHA จากสาหร่าย หรือที่หลายคนค้นว่าโอเมก้า3จากสาหร่าย คือน้ำมันที่ได้จากสาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) ซึ่งเพาะเลี้ยงในระบบปิดแล้วนำมาสกัดน้ำมัน สายพันธุ์ที่ใช้เชิงพาณิชย์มีหลายสายพันธุ์ น้ำมันกลุ่มนี้มี DHA เป็นกรดไขมันหลัก บางเกรดมี EPA ร่วมด้วยในสัดส่วนที่ต่างกันไป และส่วนใหญ่อยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์
จุดที่ทำให้แบรนด์สนใจ DHA จากสาหร่ายคือเป็นแหล่ง DHA ที่ไม่ได้มาจากปลา จึงเหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงวัตถุดิบจากปลา หรือต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคที่เลือกไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวน้ำมันมาจากสาหร่ายแต่เปลือกยังเป็นเจลาตินจากสัตว์ สินค้านั้นก็ยังไม่ใช่สินค้าที่ปราศจากส่วนประกอบจากสัตว์ แบรนด์ที่ต้องการแนวนี้ต้องคิดเรื่องเปลือกไปพร้อมกัน
เปลือกซอฟท์เจลสำหรับ DHA จากสาหร่าย:
เปลือกทางเลือกที่ไม่ใช้เจลาตินมีหลายแบบ เช่น เปลือกจาก HPMC และเปลือกจากแป้งดัดแปรร่วมกับคาราจีแนน ซึ่งเป็นสาหร่ายทะเล งานทบทวนวรรณกรรมด้านซอฟท์เจลระบุว่าเปลือกแต่ละแบบมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น เปลือกจากแป้งกันความชื้นและออกซิเจนได้ไม่ดีเท่าเจลาติน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญกับน้ำมันที่เกิดออกซิเดชันได้ง่ายอย่างน้ำมัน DHA เปลือกกลุ่มนี้ยังต้องใช้การตั้งค่ากระบวนการต่างจากเจลาติน ความพร้อมในการผลิตเปลือกทางเลือกจึงต้องตรวจสอบกับทีม ACC เป็นรายโครงการ
ข้อความการตลาด เช่น วีแกน หรือฮาลาล ต้องมีเอกสารรับรองของวัตถุดิบและเปลือกจริงก่อนใช้ ไม่ควรเขียนจากความเข้าใจว่าวัตถุดิบมาจากพืชเพียงอย่างเดียว
เลือกระหว่างน้ำมันปลา คริลล์ และ DHA จากสาหร่ายอย่างไร
การเลือกวัตถุดิบควรเริ่มจากแนวคิดสินค้า ไม่ใช่จากคำบอกเล่าว่าตัวไหนดีกว่า คำถามที่ช่วยให้ตัดสินใจได้มีดังนี้
- แบรนด์ต้องหลีกเลี่ยงวัตถุดิบจากปลาหรือสัตว์ทะเลหรือไม่ ถ้าใช่ DHA จากสาหร่ายเป็นตัวเลือกที่ตรงกว่า
- ต้องการ EPA และ DHA ต่อเม็ดเท่าไร ถ้าต้องการตัวเลขสูงในเม็ดเดียว น้ำมันปลาเกรดเข้มข้นมักทำได้ง่ายกว่าคริลล์
- ต้องการเน้น DHA หรือ EPA น้ำมันสาหร่ายส่วนใหญ่เน้น DHA ขณะที่น้ำมันปลามีทั้งเกรดเน้น EPA และเน้น DHA
- สีและหน้าตาเม็ดมีความหมายกับแบรนด์หรือไม่ สีแดงของน้ำมันคริลล์เป็นจุดจำได้ง่าย
- งบประมาณต่อเม็ดและราคาขายปลีกที่วางไว้ เพราะวัตถุดิบทั้งสามกลุ่มมีต้นทุนต่างกันมาก
บางแบรนด์เลือกทำสินค้ามากกว่าหนึ่งตัวในกลุ่มเดียวกัน เช่น น้ำมันปลาสำหรับกลุ่มหลัก และ DHA จากสาหร่ายสำหรับกลุ่มที่หลีกเลี่ยงปลา ทีมงานสามารถเสนอราคาเปรียบเทียบหลายสเปกในครั้งเดียวได้
สิ่งที่ควรระบุในสเปกและ COA:
ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) ของวัตถุดิบแต่ละล็อตเป็นฐานของทั้งคุณภาพสินค้าและตัวเลขบนฉลาก รายการที่ควรกำหนดไว้ในสเปกตั้งแต่ต้นมีดังนี้
- ปริมาณ EPA และ DHA พร้อมฐานการคำนวณและวิธีวิเคราะห์
- สำหรับน้ำมันคริลล์ ปริมาณฟอสโฟลิพิดและแอสตาแซนทิน
- สำหรับ DHA จากสาหร่าย ชื่อสายพันธุ์สาหร่ายที่ใช้และแหล่งผลิต
- ค่าเปอร์ออกไซด์ ค่าอะนิซิดีน และค่า TOTOX เพื่อดูการเกิดออกซิเดชัน
- โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู
- เชื้อจุลินทรีย์ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- ประเทศต้นทางและเอกสารแสดงแหล่งที่มา
น้ำมันคริลล์มีสีเข้มตามธรรมชาติ จึงควรตกลงวิธีวิเคราะห์ค่าออกซิเดชันกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบให้ชัด ส่วนน้ำมัน DHA จากสาหร่ายมักเติมสารต้านออกซิเดชันที่อนุญาต ซึ่งต้องแสดงบนฉลากด้วย สำหรับเกณฑ์จุลินทรีย์ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 กำหนดไว้ เช่น E. coli ต้องน้อยกว่า 3 ต่อ 1 กรัม (MPN) หากแบรนด์ต้องการสื่อสารเรื่องการประมงหรือการผลิตที่ยั่งยืน ต้องมีเอกสารรับรองของวัตถุดิบนั้นจริง
ฉลากและการขึ้นทะเบียน ประเด็นที่ต้องตรวจ:
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกตัวต้องมีคำว่า "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" ในชื่อ แสดงจำนวนเม็ด และแสดงชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญเรียงจากมากไปน้อย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) ที่แก้ไขโดยประกาศ (ฉบับที่ 405) พร้อมคำเตือนที่ใช้กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดตามประกาศ (ฉบับที่ 411) เช่น "เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน" และ "ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค" ปริมาณ EPA DHA ฟอสโฟลิพิด หรือแอสตาแซนทินที่แสดงบนฉลากต้องสอดคล้องกับสูตรและผลวิเคราะห์จริง
ประกาศ 405 มีคำเตือนเฉพาะสำหรับน้ำมันปลา คือ "ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา" และ "ควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือแอสไพริน" พร้อมให้แสดงปริมาณน้ำมันปลา EPA DHA และกรดไขมันอิ่มตัวต่อแคปซูล แต่เอกสารที่เราใช้อ้างอิงไม่ได้ระบุว่าคำเตือนนี้ใช้กับน้ำมันคริลล์หรือน้ำมันสาหร่ายด้วยหรือไม่ เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อนสรุปแบบฉลาก
ด้านข้อมูลผู้แพ้อาหาร ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 กำหนดกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องแสดงไว้ 10 กลุ่ม รวมถึงปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา คริลล์เป็นสัตว์ทะเลกลุ่มครัสเตเชียน ส่วนเปลือกเจลาตินอาจมาจากปลาหรือสัตว์อื่น การแสดงข้อมูลผู้แพ้อาหารสำหรับน้ำมันคริลล์และเปลือกแต่ละชนิดจึงควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เป็นรายสินค้า
สำหรับวัตถุดิบที่ยังไม่เคยใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทย คู่มือการขออนุญาตของ อย. ระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารใหม่หรือเป็นอาหารใหม่ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อน แบรนด์จึงควรตรวจสถานะของวัตถุดิบที่เลือก รวมถึงสายพันธุ์สาหร่ายหรือแหล่งคริลล์ ก่อนสั่งวัตถุดิบล็อตใหญ่ ส่วนการกล่าวอ้างทางสุขภาพเกี่ยวกับ DHA และ EPA ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องปริมาณสารและถ้อยคำที่ใช้ได้
คำถามที่พบบ่อย:
1. Krill oil อันตรายไหม และแบรนด์ควรตอบลูกค้าอย่างไร?
ในมุมของเจ้าของแบรนด์ สิ่งที่ตอบได้คือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น วัตถุดิบผ่านการตรวจโลหะหนัก ค่าออกซิเดชัน และจุลินทรีย์ตามสเปก มีคำเตือนและข้อมูลผู้แพ้อาหารบนฉลากครบ และมีวิธีรับประทานตามฉลาก ส่วนคำถามด้านสุขภาพเฉพาะบุคคล ควรแนะนำให้ผู้บริโภคปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
2. DHA จากสาหร่ายมีสินค้าพร้อมขายหรือต้องพัฒนาสูตรใหม่?
ทีมงานจะประเมินจากสเปกที่แบรนด์ต้องการ เช่น ปริมาณ DHA และ EPA ต่อเม็ด ชนิดเปลือก และบรรจุภัณฑ์ แล้วยืนยันแนวทางและความเป็นไปได้ในใบเสนอราคา
3. สั่งผลิตขั้นต่ำกี่เม็ด?
สำหรับลูกค้าทั่วไป ปริมาณสั่งผลิตซอฟท์เจลขั้นต่ำเริ่มที่ 50,000 เม็ด สำหรับนักวิจัยหรือนักศึกษาที่ทำโครงการวิจัยเพื่อสนับสนุนชุมชนหรือเสริมความเข้มแข็งให้งานวิจัยในประเทศไทย ACC ยินดีสนับสนุนและพิจารณาลดปริมาณขั้นต่ำให้ได้
4. ควรส่งข้อมูลอะไรเพื่อขอใบเสนอราคา?
ชนิดวัตถุดิบที่สนใจ น้ำหนักบรรจุต่อเม็ด ปริมาณ EPA และ DHA ที่ต้องการ ชนิดและสีเปลือก รูปทรงเม็ด บรรจุภัณฑ์แบบขวดหรือแผงพร้อมจำนวนเม็ด จำนวนที่ต้องการสั่ง ตลาดที่จะขาย และ COA ของวัตถุดิบถ้ามี ข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจสามารถคุยร่วมกันได้
เริ่มโครงการซอฟท์เจลคริลล์หรือ DHA จากสาหร่ายกับ ACC:
ACC Nutraceutical เป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในจังหวัดชุมพรที่เชี่ยวชาญด้านซอฟท์เจล รับผลิตแคปซูลและยาอัดเม็ดด้วย พร้อมบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์ จัดหาบรรจุภัณฑ์ และเตรียมข้อมูลจดทะเบียน อย. ตามขอบเขตโครงการ ส่งสเปกหรือแนวคิดสินค้าของคุณมาได้ที่ accnutra.com/softgel ทีมงานจะประเมินและยืนยันความเป็นไปได้ในใบเสนอราคา
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน TIBD Company Limited
แหล่งอ้างอิง :
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนพิเศษ 150 ง วันที่ 28 ธันวาคม 2548
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 113 ง วันที่ 7 พฤษภาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 411) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 4) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 257 ง วันที่ 16 ตุลาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 195 ง วันที่ 18 กรกฎาคม 2567
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ลงนาม 17 ธันวาคม 2566
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 73 ง วันที่ 30 มีนาคม 2564
- คู่มือประชาชน การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ฉบับปรับปรุง 2 พฤศจิกายน 2566
- Chavarría-Rojas M, Acuña-Amador D, Madrigal-Redondo GL. Gelatin and non-gelatin soft gel capsules: A review. J. Excipients and Food Chem. 2021;12(2):19–29


