เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากใช้เวลาหลายเดือนกับการพัฒนาสูตร เลือกรูปแบบแคปซูลหรือซอฟท์เจล ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และยื่นขอเลขสารบบอาหาร แต่พอถึงวันเปิดตัวกลับพบว่าข้อความที่เตรียมไว้สำหรับโพสต์ขาย แคปชันรีวิว หรือหน้าเว็บไซต์ ใช้ไม่ได้ เพราะเข้าข่ายคำต้องห้ามโฆษณาอาหารเสริม หรือยังไม่ได้ขออนุญาตโฆษณาอาหาร (ฆอ.) ปัญหานี้ทำให้ต้องแก้สื่อทั้งชุด เลื่อนแผนการตลาด และในบางกรณีอาจถูกดำเนินการตามกฎหมาย บทความนี้รวบรวมกรอบหลักของการโฆษณาอาหารเสริมจากพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก เพื่อให้เจ้าของแบรนด์เห็นภาพรวมก่อนวางแผนสื่อ
เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากใช้เวลาหลายเดือนกับการพัฒนาสูตร เลือกรูปแบบแคปซูลหรือซอฟท์เจล ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และยื่นขอเลขสารบบอาหาร แต่พอถึงวันเปิดตัวกลับพบว่าข้อความที่เตรียมไว้สำหรับโพสต์ขาย แคปชันรีวิว หรือหน้าเว็บไซต์ ใช้ไม่ได้ เพราะเข้าข่ายคำต้องห้ามโฆษณาอาหารเสริม หรือยังไม่ได้ขออนุญาตโฆษณาอาหาร (ฆอ.) ปัญหานี้ทำให้ต้องแก้สื่อทั้งชุด เลื่อนแผนการตลาด และในบางกรณีอาจถูกดำเนินการตามกฎหมาย บทความนี้รวบรวมกรอบหลักของการโฆษณาอาหารเสริมจากพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก เพื่อให้เจ้าของแบรนด์เห็นภาพรวมก่อนวางแผนสื่อ
เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากใช้เวลาหลายเดือนกับการพัฒนาสูตร เลือกรูปแบบแคปซูลหรือซอฟท์เจล ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และยื่นขอเลขสารบบอาหาร แต่พอถึงวันเปิดตัวกลับพบว่าข้อความที่เตรียมไว้สำหรับโพสต์ขาย แคปชันรีวิว หรือหน้าเว็บไซต์ ใช้ไม่ได้ เพราะเข้าข่ายคำต้องห้ามโฆษณาอาหารเสริม หรือยังไม่ได้ขออนุญาตโฆษณาอาหาร (ฆอ.) ปัญหานี้ทำให้ต้องแก้สื่อทั้งชุด เลื่อนแผนการตลาด และในบางกรณีอาจถูกดำเนินการตามกฎหมาย บทความนี้รวบรวมกรอบหลักของการโฆษณาอาหารเสริมจากพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก เพื่อให้เจ้าของแบรนด์เห็นภาพรวมก่อนวางแผนสื่อ
ACC Nutraceutical เป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในจังหวัดชุมพร ผลิตในรูปแบบแคปซูล ซอฟท์เจล และยาอัดเม็ด (Tablet) พร้อมบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์ บริการรับจดทะเบียน อย. และการจัดหาบรรจุภัณฑ์ ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการวางแผน ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย ข้อความโฆษณาของแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องพิจารณาตามสูตร ฉลาก และสื่อที่ใช้จริง และควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง
1. การโฆษณาอาหารเสริมในสายตาของกฎหมายครอบคลุมแค่ไหน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีสองมาตราที่เจ้าของแบรนด์ต้องจำให้ขึ้นใจ มาตรา 40 ห้ามโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ส่วนมาตรา 41 กำหนดว่าผู้ที่จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ทางการค้า ต้องให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน และได้รับอนุญาตแล้วจึงโฆษณาได้
คำว่า "หรือด้วยวิธีอื่นใด" ทำให้ขอบเขตของการโฆษณาไม่ได้จำกัดอยู่แค่สื่อดั้งเดิม ในทางปฏิบัติ เนื้อหาที่แบรนด์เผยแพร่เพื่อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น หน้าเว็บไซต์ บทความบนเว็บ โพสต์และวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ภาพบนหน้าร้านออนไลน์ หรือข้อความในไลฟ์ขายของ จึงอาจถูกพิจารณาว่าเป็นการโฆษณาอาหารได้เช่นกัน หากเนื้อหานั้นกล่าวถึงคุณภาพหรือคุณค่าของผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า การตีความในแต่ละกรณีขึ้นกับลักษณะของเนื้อหา เจ้าของแบรนด์จึงควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เมื่อไม่แน่ใจ
สิ่งที่เจ้าของแบรนด์มักมองข้ามคือ เลขสารบบอาหารบนฉลากเป็นการอนุญาตในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าข้อความโฆษณาทุกแบบได้รับอนุญาตไปด้วย การโฆษณาเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์และแบบคำขอของตัวเอง แม้สินค้าจะผลิตในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตและมีฉลากครบถ้วนแล้ว ข้อความที่ใช้สื่อสารกับผู้บริโภคก็ยังต้องผ่านการพิจารณาแยกต่างหากตามกรณี
2. เมื่อไรต้องขออนุญาตโฆษณาอาหาร (ฆอ.)
ตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 6 โฆษณาที่ต้องขออนุญาต ได้แก่ การโฆษณาคุณประโยชน์ที่ปรากฏบนฉลากที่ อย. อนุมัติ การโฆษณาที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการ การโฆษณาที่ใช้ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim) ที่ อย. เห็นชอบแล้ว รวมถึงโฆษณาอื่นที่ไม่เข้าข่ายกรณียกเว้นตามข้อ 5 กล่าวโดยสรุปคือ หากโฆษณาของคุณพูดถึงคุณค่า คุณภาพ หรือสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้ตั้งต้นไว้ก่อนว่าต้องยื่นขออนุญาต
รายละเอียดสำคัญของการยื่นคำขอตามข้อ 7 มีดังนี้
- ใช้แบบคำขออนุญาตโฆษณาอาหาร (แบบ ฆอ.1) พร้อมเอกสารแนบท้าย (แบบ ฆอ.3)
- หนึ่งคำขอใช้กับสื่อหนึ่งลักษณะ ได้แก่ สื่อภาพ สื่อเสียง หรือสื่อภาพและเสียง
- เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาในสื่อที่เผยแพร่
- ใบอนุญาตโฆษณามีอายุไม่เกิน 5 ปี
- หากโฆษณาที่เผยแพร่จริงแตกต่างจากที่ได้รับอนุญาต แม้เพียงบางส่วน จะถือว่าโฆษณานั้นไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด
ข้อสุดท้ายเป็นจุดที่แบรนด์พลาดบ่อย เช่น ได้รับอนุญาตภาพโฆษณาชุดหนึ่ง แล้วทีมการตลาดปรับคำโปรย เพิ่มสติกเกอร์ข้อความ หรือตัดต่อวิดีโอใหม่ให้เข้ากับแพลตฟอร์ม เนื้อหาที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต วิธีป้องกันคือเก็บไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับอนุญาตไว้เป็นแม่แบบ และกำหนดให้ทุกการแก้ไขข้อความต้องกลับมาตรวจก่อนเผยแพร่
สำหรับค่าธรรมเนียมและระยะเวลาพิจารณาคำขอ ฆอ. เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ อย. หรือคู่มือประชาชนฉบับล่าสุดก่อนวางแผนวันเปิดตัว และควรเผื่อเวลาสำหรับการแก้ไขข้อความตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ไว้ในแผนการตลาดด้วย
3. เนื้อหาแบบไหนเผยแพร่ได้โดยไม่ต้องขอ ฆอ.
หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 5 กำหนดกรณีที่โฆษณาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตไว้ 3 กลุ่ม ซึ่งเจ้าของแบรนด์ควรเข้าใจให้ตรงตามตัวบท เพราะหลายครั้งเนื้อหาที่แบรนด์คิดว่าเป็นความรู้ทั่วไป กลับมีองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับสินค้าจนไม่เข้าข่ายข้อยกเว้น
- ข้อมูลทางวิชาการที่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า และไม่เชื่อมโยงกับอาหารใด ข้อมูลต้องครบถ้วน ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิง และแสดงทั้งข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวัง
- การโฆษณาภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image)
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาหารตามบัญชีหมายเลข 2 ของประกาศ แต่หากมีข้อความสรรพคุณปนอยู่ ต้องขออนุญาตทั้งหมด
ตัวอย่างการนำไปใช้ บทความให้ความรู้เรื่องสารอาหารที่ไม่ระบุชื่อสินค้า ไม่มีภาพผลิตภัณฑ์ ไม่มีลิงก์ไปหน้าขาย และนำเสนอข้อมูลทั้งด้านดีและข้อควรระวังพร้อมแหล่งอ้างอิง มีแนวโน้มเข้าข่ายข้อมูลทางวิชาการตามข้อ 5 แต่ถ้าบทความเดียวกันจบด้วยปุ่มสั่งซื้อ หรือวางภาพขวดสินค้าไว้ข้างข้อความ ความเชื่อมโยงกับอาหารจะเกิดขึ้นทันที และเนื้อหานั้นอาจต้องขออนุญาตก่อนเผยแพร่
ในทำนองเดียวกัน โฆษณาภาพลักษณ์องค์กรควรเล่าเรื่องของบริษัท เช่น ที่มาของแบรนด์ ความตั้งใจ หรือการทำงานกับชุมชน โดยไม่แทรกคำบรรยายคุณภาพหรือสรรพคุณของสินค้าตัวใดตัวหนึ่ง เมื่อไม่แน่ใจว่าเนื้อหาชิ้นใดเข้าข่ายข้อยกเว้นหรือไม่ แนวทางที่ปลอดภัยคือสอบถามเจ้าหน้าที่ อย. หรือยื่นขออนุญาตไว้ก่อน
4. ข้อความที่ต้องมีในโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
นอกจากเรื่องที่ห้ามพูดแล้ว หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 9(10) ยังกำหนดข้อความที่โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องแสดงเป็นข้อความหรือเสียง ได้แก่
- ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
- อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค (กรณีผลิตภัณฑ์มีคำเตือนอื่น)
- เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
- ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ข้อ 9(10) ยังกำหนดให้ผู้แสดงแบบในโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป และต้องไม่ใช่สตรีมีครรภ์ ส่วนขนาดของข้อความคำเตือน ข้อ 8(2.2) กำหนดว่าในสื่อสิ่งพิมพ์ ตัวอักษรต้องสูงไม่น้อยกว่า 1 ใน 25 ของความสูงพื้นที่โฆษณา และในสื่อวิดีโอต้องแสดงเป็นอักษรลอยอย่างน้อย 5 วินาที หรือเป็นเสียงที่ชัดเจนทุกพยางค์ รายละเอียดเหล่านี้ควรใส่ไว้ในแม่แบบงานออกแบบตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ต้องแก้ภาพหรือวิดีโอภายหลัง
5. คำต้องห้ามโฆษณาอาหารเสริมตามหลักเกณฑ์ 2564
หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 3 และข้อ 4 ระบุลักษณะข้อความที่ไม่อนุญาตไว้ค่อนข้างชัด โดยมีตัวอย่างประกอบในบัญชีหมายเลข 1 ของประกาศ เจ้าของแบรนด์ควรอ่านตัวบทฉบับเต็มควบคู่กับบทสรุปด้านล่างนี้
ข้อ 3 เป็นกลุ่มข้อความที่ไม่อนุญาต เช่น
- ข้อความที่ทำให้เข้าใจว่ามีสารที่ไม่มีอยู่จริงในผลิตภัณฑ์
- ข้อความที่ชวนให้เข้าใจผิดเรื่องวิธีบริโภค
- การให้บุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุข หรือผู้ที่แสดงตนว่าเป็นบุคลากรดังกล่าว มาแนะนำ รับรอง หรือยกย่องผลิตภัณฑ์
- การเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์อื่น
ข้อ 4 เป็นกลุ่มข้อความที่อาจเข้าข่ายการโฆษณาเท็จหรือหลอกลวงตามมาตรา 40 เช่น
- ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินจริง
- ข้อความเกี่ยวกับการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
- ข้อความที่สื่อว่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของอวัยวะหรือระบบในร่างกาย
- ข้อความเกี่ยวกับบำรุงกามหรือบำรุงเพศ
- ข้อความเกี่ยวกับบำรุงผิวพรรณหรือเพื่อความสวยงาม
- ข้อความเกี่ยวกับการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน กระชับสัดส่วน หรือดักจับไขมัน (ยกเว้นอาหารควบคุมน้ำหนักตามประกาศที่เกี่ยวข้อง)
- การอ้างงานวิจัยหรือสถิติที่ยังไม่ผ่านการประเมิน Health Claim จาก อย.
รายการข้างต้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มข้อความที่นักการตลาดนิยมใช้ เช่น การเล่าผลลัพธ์ต่อร่างกาย การพูดถึงผิวหรือรูปร่าง หรือการยกผลการศึกษาจากต่างประเทศมาประกอบ ล้วนเป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การอ้างงานวิจัยก็เช่นกัน แม้งานวิจัยนั้นจะตีพิมพ์จริง แต่ถ้ายังไม่ผ่านการประเมินตามกระบวนการ Health Claim ของ อย. ก็ไม่ควรนำมาใช้ในโฆษณา ทางที่ปลอดภัยกว่าคือสื่อสารข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น รูปแบบผลิตภัณฑ์ ปริมาณบรรจุ วัตถุดิบที่ระบุบนฉลาก และวิธีรับประทานตามฉลาก แล้วให้ข้อความทุกส่วนผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์
อีกจุดที่ควรระวังคือชื่อผลิตภัณฑ์และคำโปรยบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมักถูกนำไปใช้ในโฆษณาโดยตรง หากชื่อหรือคำโปรยสื่อความหมายไปในทางที่หลักเกณฑ์ไม่อนุญาต ปัญหาจะตามไปถึงทุกสื่อที่ใช้ภาพสินค้า จึงควรตรวจทั้งชื่อ ฉลาก และข้อความโฆษณาไปพร้อมกันตั้งแต่ช่วงออกแบบ
6. รีวิวอาหารเสริมและอินฟลูเอนเซอร์ ต้องระวังอะไรบ้าง
การรีวิวอาหารเสริมผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเป็นช่องทางที่แบรนด์นิยมใช้ แต่หากแบรนด์เป็นผู้ว่าจ้าง ส่งสินค้า หรือให้ข้อความตั้งต้น เนื้อหารีวิวนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเพื่อการค้าของแบรนด์ และอาจถูกพิจารณาว่าเป็นการโฆษณาตามมาตรา 41 ที่ครอบคลุมการโฆษณาด้วยวิธีอื่นใด ดังนั้นหลักเกณฑ์เรื่องคำต้องห้าม ข้อความที่ต้องแสดง และการขออนุญาต จึงควรนำมาใช้กับงานรีวิวเช่นเดียวกับโฆษณาของแบรนด์เอง
ประเด็นที่ควรกำหนดในบรีฟสำหรับผู้รีวิว มีดังนี้
- ห้ามเล่าผลต่อร่างกาย ผิวพรรณ รูปร่าง หรือโรค แม้จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้รีวิว
- ผู้รีวิวที่เป็นหรือแสดงตนว่าเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร หรือบุคลากรสาธารณสุข ไม่ควรมาแนะนำหรือรับรองผลิตภัณฑ์ ตามหลักเกณฑ์ข้อ 3
- ผู้แสดงแบบต้องอายุ 15 ปีขึ้นไป และไม่ใช่สตรีมีครรภ์
- ห้ามเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น
- ใช้เฉพาะข้อความที่ได้รับอนุญาต และแสดงเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาพร้อมข้อความที่หลักเกณฑ์กำหนด
- ให้ส่งร่างเนื้อหาให้แบรนด์ตรวจทุกครั้งก่อนโพสต์
ขอบเขตความรับผิดระหว่างแบรนด์ ผู้รีวิว และแพลตฟอร์มในแต่ละกรณีเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษากฎหมายเมื่อวางแผนแคมเปญรีวิวขนาดใหญ่ แต่หลักการพื้นฐานคือ ถ้าเนื้อหาไม่ผ่านหลักเกณฑ์เมื่อแบรนด์พูดเอง ก็ไม่ควรให้คนอื่นพูดแทน
7. Health Claim ตามประกาศ 447 มีกี่ประเภท
คำค้นอย่าง "health claim อย" มักมาจากเจ้าของแบรนด์ที่อยากรู้ว่ามีข้อความเกี่ยวกับสุขภาพแบบใดที่ใช้ได้บ้าง คำตอบอยู่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ซึ่งลงนามเมื่อ 17 ธันวาคม 2566 และมีผลบังคับใช้ 2 กรกฎาคม 2567 ประกาศนี้แบ่งการกล่าวอ้างทางสุขภาพออกเป็น 3 ประเภท
- การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร (Nutrient function claim)
- การกล่าวอ้างหน้าที่อื่น (Other function claim)
- การกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค (Reduction of disease risk claim)
หัวใจของประกาศ 447 คือระบบบัญชีข้อความสำเร็จรูป (positive list) 3 บัญชี บัญชีที่ 1 เป็นข้อความหน้าที่ของสารอาหาร 28 รายการ ครอบคลุมโปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่อยู่ในค่าอ้างอิงสารอาหารที่แนะนำของไทย (Thai RDIs) บัญชีที่ 2 เป็นข้อความหน้าที่อื่นสำหรับสารเฉพาะบางชนิด เช่น เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตหรือบาร์เลย์ ไฟโตสเตอรอลหรือสตานอล โคลีน และ DHA กับ EPA ส่วนบัญชีที่ 3 เป็นข้อความลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ซึ่งใช้ได้เฉพาะกับอาหารโซเดียมต่ำหรืออาหารไขมันอิ่มตัวต่ำ
หลักที่เจ้าของแบรนด์ต้องเข้าใจคือ ข้อความในบัญชีเหล่านี้ต้องใช้ตามถ้อยคำที่ประกาศกำหนด ไม่ใช่นำไปดัดแปลง ขยายความ หรือเขียนใหม่ให้ฟังดูน่าสนใจขึ้น และต้องใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละรายการเท่านั้น ถ้อยคำที่มีผลทางกฎหมายคือฉบับภาษาไทยในราชกิจจานุเบกษา ฉบับแปลภาษาอังกฤษของ อย. เป็นฉบับไม่เป็นทางการ จึงควรยกถ้อยคำจากฉบับภาษาไทยเสมอ
หากต้องการใช้ข้อความที่ไม่อยู่ในบัญชี ประกาศ 447 ข้อ 5 กำหนดให้ต้องผ่านการประเมินโดยหน่วยประเมินที่ อย. ยอมรับ แล้วยื่นให้ อย. อนุมัติ โดยใช้เอกสารตามบัญชีที่ 4 เช่น ผลการศึกษาในคน ข้อมูลความคงตัว และวิธีวิเคราะห์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และเวลาเตรียมการมาก
เงื่อนไขบนฉลากตามประกาศ 447 ข้อ 6 ที่ควรรู้ ได้แก่
- ข้อความกล่าวอ้างต้องเป็นภาษาไทย
- ต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าบำบัด รักษา หรือป้องกันโรค
- ต้องแสดงปริมาณสารที่กล่าวอ้าง ปริมาณและวิธีบริโภคที่ได้ผล กลุ่มเป้าหมาย และข้อควรระวัง
- ต้องแสดงข้อความเรื่องการกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่
- การกล่าวอ้างหน้าที่อื่นและการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ต้องมีข้อความว่าไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
ประกาศยังมีเงื่อนไขเรื่องสารอาหารบางชนิดในผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้าง ตามข้อ 3(3) หากอาหารที่มีการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร มีไขมันทั้งหมดเกิน 13 กรัม ไขมันอิ่มตัวเกิน 4 กรัม คอเลสเตอรอลเกิน 60 มิลลิกรัม โซเดียมเกิน 300 มิลลิกรัม หรือน้ำตาลเกิน 13 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ต้องแสดงปริมาณสารนั้นไว้ใกล้ข้อความกล่าวอ้าง และตามข้อ 4 อาหารที่มีการกล่าวอ้างหน้าที่อื่นหรือการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ต้องมีสารเหล่านี้ต่ำกว่าเกณฑ์เดียวกัน
เมื่อข้อความ Health Claim ปรากฏบนฉลากแล้ว หากแบรนด์ต้องการนำไปใช้ในโฆษณา หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 6 กำหนดให้การโฆษณา Health Claim ที่ อย. เห็นชอบแล้วเป็นกรณีที่ต้องขออนุญาต นั่นหมายความว่าข้อความที่ใช้ได้บนฉลาก ยังต้องผ่าน ฆอ. ก่อนนำไปใช้ในสื่อโฆษณา
8. ตัวอย่างข้อความ DHA และ EPA สำหรับแบรนด์ซอฟท์เจล
สำหรับแบรนด์ที่วางแผนผลิตภัณฑ์ซอฟท์เจลที่มีน้ำมันปลาเป็นส่วนประกอบ บัญชีที่ 2 ของประกาศ 447 มีรายการ DHA และ EPA ซึ่งเอกสารของ อย. (ฉบับแปลภาษาอังกฤษ) ระบุข้อความในทำนอง "ช่วยในการทำงานตามปกติของหัวใจ" โดยมีเงื่อนไขว่าผลิตภัณฑ์ต้องมี DHA รวมกับ EPA ไม่น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และต้องแสดงข้อความแนะนำปริมาณ DHA และ EPA ที่ควรได้รับต่อวันประกอบด้วย
ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างตามเอกสารของ อย. ควรตรวจถ้อยคำภาษาไทยฉบับราชกิจจานุเบกษาก่อนใช้ เพราะถ้อยคำที่ยกมาเป็นการถอดความจากฉบับแปล ไม่ใช่ถ้อยคำทางการ ตัวเลขข้อความแนะนำปริมาณต่อวันก็ควรยึดตามฉบับภาษาไทยเช่นกัน
ในทางปฏิบัติ ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า Health Claim ไม่ได้เริ่มที่ฝ่ายการตลาด แต่เริ่มที่สูตร หากต้องการใช้ข้อความในบัญชี ปริมาณสารต่อหน่วยบริโภคต้องถึงเกณฑ์ตั้งแต่การออกแบบสูตร ขนาดเม็ด และจำนวนเม็ดที่รับประทานต่อครั้ง นอกจากนี้ ฉลากน้ำมันปลายังมีข้อกำหนดเฉพาะตามบัญชีแนบท้ายประกาศ (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เช่น คำเตือนสำหรับผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา คำเตือนสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และการแสดงปริมาณน้ำมันปลา EPA DHA และกรดไขมันอิ่มตัวต่อแคปซูล ข้อมูลเหล่านี้ต้องสอดคล้องกันระหว่างสูตร ฉลาก และโฆษณา
9. บทลงโทษเมื่อโฆษณาอาหารเสริมผิดหลักเกณฑ์
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีบทกำหนดโทษที่เกี่ยวกับการโฆษณาโดยตรง ได้แก่ มาตรา 70 สำหรับการโฆษณาที่ฝ่าฝืนมาตรา 40 คือการโฆษณาเท็จหรือหลอกลวง มาตรา 71 สำหรับการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 41 และมาตรา 72 สำหรับการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อนุญาตตามมาตรา 42 เช่น คำสั่งให้ระงับการโฆษณา บทลงโทษมีทั้งโทษปรับ และในบางกรณีมีโทษจำคุก
อัตราโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรตรวจสอบกับตัวบทกฎหมายฉบับล่าสุด เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2522 และอาจมีการแก้ไขภายหลัง นอกจากนี้ยังอาจมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการขายออนไลน์ เจ้าของแบรนด์ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษากฎหมายเพื่อประเมินความเสี่ยงในแต่ละกรณี
ผลกระทบที่มักหนักกว่าค่าปรับคือผลทางธุรกิจ เช่น ต้องหยุดแคมเปญกลางคัน ต้องลบหรือแก้สื่อที่ลงไปแล้วทั้งหมด งบโฆษณาที่ใช้ไปสูญเปล่า และความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ลดลง อีกประเด็นที่ควรรู้คือ ฉลากที่ลวงให้เข้าใจผิดเรื่องคุณภาพ ปริมาณ หรือประโยชน์ อาจเข้าข่ายอาหารปลอมตามมาตรา 25 ประกอบมาตรา 27 ซึ่งมีบทลงโทษแยกต่างหาก การวางข้อความให้ถูกต้องตั้งแต่ฉลากจึงเป็นการลดความเสี่ยงทั้งระบบ
10. เช็กลิสต์ก่อนปล่อยโฆษณาอาหารเสริม
ก่อนกดเผยแพร่โฆษณา โพสต์ขาย หรือส่งบรีฟให้ผู้รีวิว เจ้าของแบรนด์สามารถใช้รายการตรวจสอบต่อไปนี้เป็นด่านสุดท้าย
- ผลิตภัณฑ์มีเลขสารบบอาหารแล้ว และข้อมูลในโฆษณาตรงกับฉลากที่ได้รับอนุญาต
- ตรวจแล้วว่าเนื้อหาชิ้นนี้ต้องขอ ฆอ. หรือเข้าข่ายข้อยกเว้นตามข้อ 5 จริง
- หากต้องขออนุญาต ได้รับใบอนุญาตครบทุกลักษณะสื่อที่ใช้ และแสดงเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาแล้ว
- ใบอนุญาตโฆษณายังอยู่ในอายุ (ไม่เกิน 5 ปี)
- เนื้อหาที่เผยแพร่ตรงกับฉบับที่ได้รับอนุญาตทุกคำ ทุกภาพ และทุกเสียง
- มีข้อความ ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และข้อความอื่นตามข้อ 9(10) ครบ
- ขนาดตัวอักษรคำเตือนและระยะเวลาแสดงผลในวิดีโอเป็นไปตามข้อ 8(2.2)
- ไม่มีข้อความเรื่องรักษาหรือป้องกันโรค ผิวพรรณ ความสวยงาม รูปร่าง น้ำหนัก หรือสมรรถภาพทางเพศ
- ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้แสดงตนว่าเป็นบุคลากรดังกล่าวมาแนะนำหรือรับรอง
- ไม่อ้างงานวิจัยหรือสถิติที่ยังไม่ผ่านการประเมิน Health Claim จาก อย.
- ไม่เปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์อื่น
- หากใช้ Health Claim ใช้ถ้อยคำตามบัญชีของประกาศ 447 ฉบับภาษาไทยทุกตัวอักษร และปริมาณสารถึงเกณฑ์
- ผู้แสดงแบบและผู้รีวิวอายุ 15 ปีขึ้นไป และไม่ใช่สตรีมีครรภ์
- ผู้รีวิวได้รับบรีฟข้อห้ามเป็นลายลักษณ์อักษร และส่งร่างให้แบรนด์ตรวจก่อนโพสต์
- เก็บไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับอนุญาต หลักฐานการยื่น และประวัติการแก้ไขไว้ตรวจย้อนหลัง
11. ฉลาก สูตร และโฆษณาต้องเล่าเรื่องเดียวกัน
หลายแบรนด์มองว่าการโฆษณาเป็นงานของฝ่ายการตลาดหลังจากสินค้าผลิตเสร็จ แต่เมื่อดูจากหลักเกณฑ์ทั้งหมดข้างต้น จะเห็นว่าข้อความที่ใช้ได้ในโฆษณาถูกกำหนดตั้งแต่ขั้นวางสูตรและออกแบบฉลาก ถ้าสูตรไม่มีปริมาณสารถึงเกณฑ์ ข้อความ Health Claim ก็ใช้ไม่ได้ ถ้าชื่อสินค้าสื่อความหมายเกินจริง ภาพสินค้าในทุกโฆษณาก็มีปัญหาตามไปด้วย และถ้าคำเตือนบนฉลากไม่ครบ ข้อความ อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ในโฆษณาก็ไม่มีฐานรองรับ
การทำงานร่วมกับโรงงานที่เข้าใจทั้งการผลิตและการเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์ ช่วยให้เจ้าของแบรนด์วางข้อความได้สอดคล้องตั้งแต่ต้น ACC Nutraceutical ดูแลงานตั้งแต่การรับโจทย์และเป้าหมาย การกำหนดแนวคิดผลิตภัณฑ์ การประเมินสูตรและรูปแบบ การวางบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการเตรียมข้อมูลและการผลิต รวมถึงบริการรับจดทะเบียน อย. ที่ช่วยเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์และประสานการจดทะเบียนตามรายละเอียดของโครงการ ทีมงานจึงสามารถทบทวนร่วมกับเจ้าของแบรนด์ได้ว่าชื่อสินค้า ข้อความบนฉลาก และแนวทางการสื่อสารที่ตั้งใจไว้ สอดคล้องกับสูตรและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ก่อนเข้าสู่การผลิตจริง
ACC เริ่มต้นจากการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นในจังหวัดชุมพร และต่อยอดความเข้าใจด้านวัตถุดิบมาสู่การผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะรูปแบบซอฟท์เจลที่ต้องอาศัยเครื่องจักรและการควบคุมกระบวนการเฉพาะ ขอบเขตงานของแต่ละโครงการ รวมถึงระยะเวลาและปริมาณผลิต จะประเมินตามสูตร รูปแบบผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ที่เจ้าของแบรนด์เลือก ส่วนการยื่นขออนุญาตโฆษณาและการพิจารณาอนุญาตเป็นอำนาจของ อย. ซึ่งโรงงานไม่สามารถรับประกันผลหรือระยะเวลาแทนได้
คำถามที่พบบ่อยเรื่องโฆษณาอาหารเสริม:
1. มีเลข อย. แล้ว โฆษณาอาหารเสริมได้เลยหรือไม่?
ไม่ได้โดยอัตโนมัติ เลขสารบบอาหารเป็นการอนุญาตในส่วนของผลิตภัณฑ์ ส่วนการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารเพื่อการค้า ต้องให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อนตามมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เว้นแต่เนื้อหาจะเข้าข่ายข้อยกเว้นตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 5
2. โพสต์ขายบนโซเชียลมีเดียต้องขอ ฆอ. ด้วยหรือไม่?
มาตรา 41 ครอบคลุมการโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ รวมถึงการโฆษณาด้วยวิธีอื่นใดเพื่อการค้า โพสต์ขายที่พูดถึงคุณภาพหรือคุณค่าของผลิตภัณฑ์จึงอาจเข้าข่ายการโฆษณาที่ต้องขออนุญาต ลักษณะของเนื้อหาแต่ละโพสต์มีผลต่อการพิจารณา หากไม่แน่ใจควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ อย. ก่อนเผยแพร่
3. ใบอนุญาตโฆษณาอาหารใช้ได้นานเท่าไร?
ตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 7 ใบอนุญาตโฆษณามีอายุไม่เกิน 5 ปี และหนึ่งคำขอใช้กับสื่อหนึ่งลักษณะ ได้แก่ สื่อภาพ สื่อเสียง หรือสื่อภาพและเสียง หากนำโฆษณาไปดัดแปลงจนต่างจากที่ได้รับอนุญาต แม้เพียงบางส่วน จะถือว่าไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด
4. ให้แพทย์หรือเภสัชกรช่วยรีวิวอาหารเสริมได้หรือไม่?
หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ข้อ 3 ไม่อนุญาตให้บุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุข หรือผู้ที่แสดงตนว่าเป็นบุคลากรดังกล่าว มาแนะนำ รับรอง หรือยกย่องผลิตภัณฑ์ในโฆษณา การใช้ชุดหรือฉากที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าผู้พูดเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
5. นำงานวิจัยจากต่างประเทศมาอ้างในโฆษณาได้หรือไม่?
หลักเกณฑ์ข้อ 4 ระบุว่าการอ้างงานวิจัยหรือสถิติที่ยังไม่ผ่านการประเมิน Health Claim จาก อย. อาจเข้าข่ายการโฆษณาที่เป็นเท็จหรือหลอกลวงตามมาตรา 40 แม้งานวิจัยนั้นจะตีพิมพ์จริงก็ตาม หากต้องการใช้ข้อความที่ไม่อยู่ในบัญชีของประกาศ 447 ต้องผ่านกระบวนการประเมินและขออนุมัติจาก อย. ก่อน
6. Health Claim ในบัญชีของ อย. ปรับถ้อยคำให้น่าสนใจขึ้นได้หรือไม่?
ไม่ควรปรับ ข้อความในบัญชีของประกาศ 447 เป็นข้อความสำเร็จรูปที่ต้องใช้ตามถ้อยคำที่กำหนด และใช้ได้เฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารตามเงื่อนไข ถ้อยคำที่มีผลทางกฎหมายคือฉบับภาษาไทยในราชกิจจานุเบกษา จึงควรตรวจจากฉบับนั้นก่อนใช้ และหากนำไปใช้ในโฆษณายังต้องขออนุญาตโฆษณาด้วย
7. บทความให้ความรู้บนเว็บไซต์ของแบรนด์ต้องขออนุญาตหรือไม่?
ขึ้นกับเนื้อหา ข้อมูลทางวิชาการที่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ไม่เชื่อมโยงกับอาหารใด มีหลักฐานอ้างอิง และแสดงทั้งข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวัง เข้าข่ายโฆษณาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แต่หากบทความระบุชื่อสินค้า มีภาพสินค้า หรือพาไปหน้าสั่งซื้อ ความเชื่อมโยงกับอาหารจะเกิดขึ้น และควรพิจารณาขออนุญาต
8. ACC ช่วยเรื่องโฆษณาอาหารเสริมได้แค่ไหน?
ACC ให้บริการด้านการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การบรรจุ การจัดหาบรรจุภัณฑ์ และบริการรับจดทะเบียน อย. ทีมงานช่วยทบทวนความสอดคล้องระหว่างสูตร ฉลาก และแนวทางข้อความเบื้องต้นร่วมกับเจ้าของแบรนด์ได้ ส่วนการยื่นขออนุญาตโฆษณาและผลการพิจารณาเป็นอำนาจของ อย. ซึ่งโรงงานไม่สามารถรับประกันผลหรือระยะเวลาได้
ปรึกษาการวางแผนผลิตภัณฑ์กับ ACC Nutraceutical:
โฆษณาที่ถูกหลักเกณฑ์ไม่ได้ทำให้แบรนด์สื่อสารได้น้อยลง แต่ทำให้แบรนด์สื่อสารได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดแคมเปญกลางทาง เมื่อสูตร ฉลาก และข้อความโฆษณาวางไว้ในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ต้น การขออนุญาตก็จะมีข้อมูลรองรับครบถ้วน และทีมการตลาดสามารถวางแผนสื่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
หากคุณกำลังวางแผนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบแคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ด และต้องการให้ทีมงานช่วยทบทวนแนวคิด สูตร และร่างฉลากเบื้องต้นก่อนเข้าสู่การผลิต ติดต่อได้ทางโทรศัพท์ 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal โดยการสั่งผลิตและการชำระเงินดำเนินการผ่านบริษัท ทีไอบีดี จำกัด (TIBD Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกับ ACC
แหล่งอ้างอิง :
- พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 (มาตรา 25, 27, 40, 41, 42, 70, 71, 72)
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนพิเศษ 73 ง วันที่ 30 มีนาคม 2564
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ลงนาม 17 ธันวาคม 2566 มีผลบังคับใช้ 2 กรกฎาคม 2567
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 113 ง วันที่ 7 พฤษภาคม 2562


