วิตามินอีเป็นคำที่ผู้บริโภคไทยค้นหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคำว่าวิตามินอี วิตามินe และวิตามินอี 400 IU สำหรับเจ้าของแบรนด์อาหารเสริม ความสนใจนี้คือโอกาส แต่การทำซอฟท์เจลวิตามินอีให้ขายได้จริงในประเทศไทยต้องตอบคำถามทางเทคนิคและกฎหมายหลายข้อก่อนถึงขั้นออกแบบขวด เช่น จะใช้วิตามินอีรูปแบบใด จะแสดงปริมาณเป็นหน่วยอะไร ปริมาณต่อวันต้องอยู่ในกรอบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใด และฉลากต้องมีอะไรบ้าง
วิตามินอีเป็นคำที่ผู้บริโภคไทยค้นหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคำว่าวิตามินอี วิตามินe และวิตามินอี 400 IU สำหรับเจ้าของแบรนด์อาหารเสริม ความสนใจนี้คือโอกาส แต่การทำซอฟท์เจลวิตามินอีให้ขายได้จริงในประเทศไทยต้องตอบคำถามทางเทคนิคและกฎหมายหลายข้อก่อนถึงขั้นออกแบบขวด เช่น จะใช้วิตามินอีรูปแบบใด จะแสดงปริมาณเป็นหน่วยอะไร ปริมาณต่อวันต้องอยู่ในกรอบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใด และฉลากต้องมีอะไรบ้าง
วิตามินอีเป็นคำที่ผู้บริโภคไทยค้นหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคำว่าวิตามินอี วิตามินe และวิตามินอี 400 IU สำหรับเจ้าของแบรนด์อาหารเสริม ความสนใจนี้คือโอกาส แต่การทำซอฟท์เจลวิตามินอีให้ขายได้จริงในประเทศไทยต้องตอบคำถามทางเทคนิคและกฎหมายหลายข้อก่อนถึงขั้นออกแบบขวด เช่น จะใช้วิตามินอีรูปแบบใด จะแสดงปริมาณเป็นหน่วยอะไร ปริมาณต่อวันต้องอยู่ในกรอบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใด และฉลากต้องมีอะไรบ้าง
บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่วางแผนซอฟท์เจลวิตามินอี หรือต้องการใช้วิตามินอีปกป้องน้ำมันในซอฟท์เจลชนิดอื่น ตั้งแต่ตัววัตถุดิบ น้ำมันตัวพา ฉลาก บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงข้อมูลที่ควรส่งให้ทีม ACC Nutraceutical เพื่อขอใบเสนอราคา
วิตามินอีคืออะไร? ในมุมของวัตถุดิบ
วิตามินอีไม่ใช่สารเดี่ยว แต่เป็นชื่อเรียกกลุ่มสารที่ละลายในไขมัน ประกอบด้วยโทโคฟีรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) ซึ่งแต่ละกลุ่มยังแยกย่อยเป็นแอลฟา เบตา แกมมา และเดลตา ในเอกสารวัตถุดิบและในการแสดงปริมาณบนฉลาก รูปแบบที่ใช้เป็นหลักคือแอลฟา-โทโคฟีรอล เพราะเป็นรูปแบบที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดหน่วยวัดปริมาณวิตามินอี
เพราะวิตามินอีละลายในไขมัน วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมจึงอยู่ในรูปน้ำมันหรือของเหลวหนืด ซึ่งเข้ากับรูปแบบซอฟท์เจลได้โดยธรรมชาติ ไส้ในของซอฟท์เจลเป็นน้ำมันหรือสารที่ไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก วิตามินอีจึงเป็นวัตถุดิบที่เจ้าของแบรนด์นำมาปรึกษาเรื่องซอฟท์เจลอยู่เสมอ ทั้งในฐานะวัตถุดิบหลักและส่วนผสมร่วมในสูตรน้ำมันอื่น
วิตามินอีธรรมชาติกับวิตามินอีสังเคราะห์ต่างกันอย่างไร:
วิตามินอีจากธรรมชาติในรูปแอลฟา-โทโคฟีรอลเรียกว่า d-alpha-tocopherol (หรือ RRR-alpha-tocopherol) ส่วนวิตามินอีที่ได้จากการสังเคราะห์เรียกว่า dl-alpha-tocopherol (หรือ all-rac-alpha-tocopherol) ซึ่งเป็นของผสมของไอโซเมอร์หลายรูปแบบ ชื่อบนเอกสารวัตถุดิบจึงบอกได้ทันทีว่าเป็นรูปแบบใด ตัวอักษร d หรือ dl เป็นรายละเอียดที่เจ้าของแบรนด์ควรตรวจในใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) และข้อกำหนดของวัตถุดิบทุกครั้ง
นอกจากรูปแบบแอลกอฮอล์อิสระแล้ว วัตถุดิบวิตามินอียังมีรูปแบบเอสเทอร์ เช่น d-alpha-tocopheryl acetate และ dl-alpha-tocopheryl acetate ซึ่งพบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรม รวมถึงรูปแบบซักซิเนตที่มักมาในรูปผง ซึ่งเหมาะกับแคปซูลแข็งหรือยาอัดเม็ดมากกว่า การเลือกรูปแบบจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องคำว่าธรรมชาติหรือสังเคราะห์ แต่ยังเกี่ยวกับสถานะของวัตถุดิบว่าเป็นน้ำมันหรือผง ความคงตัวระหว่างการผลิต และต้นทุนต่อหน่วย
อีกกลุ่มที่ควรรู้จักคือโทโคฟีรอลผสม (Mixed Tocopherols) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีโทโคฟีรอลหลายรูปแบบรวมกัน มักใช้เป็นสารต้านออกซิเดชันของน้ำมันในอุตสาหกรรมอาหาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฉลากคือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) ยกเว้นโทโคฟีรอลธรรมชาติจากถั่วเหลืองออกจากกลุ่มถั่วเหลืองในข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร เจ้าของแบรนด์จึงควรขอข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากผู้จำหน่าย เพื่อใช้ประกอบการจัดทำฉลากให้ถูกต้อง
หน่วย IU และ mg α-TE บนฉลากวิตามินอี:
ในตลาดต่างประเทศ ปริมาณวิตามินอีมักแสดงเป็นหน่วยสากล (IU) เช่น 400 IU ต่อเม็ด ซึ่งเป็นความแรงที่มีผู้สอบถามบ่อย และพบได้บ่อยในสินค้าที่จำหน่ายในบางประเทศ ส่วนในเอกสารกฎหมายของไทย ปริมาณวิตามินอีกำหนดเป็นมิลลิกรัมแอลฟา-โทโคฟีรอลอิควิวาเลนต์ (mg α-TE) หน่วยทั้งสองแบบนี้แปลงค่ากันได้ แต่ตัวคูณที่ใช้ขึ้นกับรูปแบบของวัตถุดิบ เพราะรูปแบบธรรมชาติและรูปแบบสังเคราะห์มีค่าเทียบต่างกัน การคำนวณจึงต้องใช้ชื่อรูปแบบที่แน่นอนจาก COA และใช้ตัวคูณตามคู่มือของ อย.
ประเด็นสำคัญสำหรับตลาดไทยคือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) พ.ศ. 2566 กำหนดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวัตถุประสงค์ให้วิตามินหรือแร่ธาตุ ต้องมีปริมาณไม่เกินค่าสูงสุดในบัญชีแนบท้าย และไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของ Thai RDIs โดยค่าสูงสุดของวิตามินอีในบัญชีคือ 10 mg α-TE ต่อวัน ความแรงระดับ 400 IU ที่พบในตลาดต่างประเทศ เมื่อแปลงเป็น mg α-TE แล้วจะสูงกว่าเพดานนี้มาก สูตรที่ตั้งใจขายในประเทศไทยในฐานะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงต้องออกแบบปริมาณใหม่ให้อยู่ในกรอบ ส่วนสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออก ต้องตรวจข้อกำหนดของประเทศปลายทางเป็นรายกรณี
ปริมาณต่อเม็ดและน้ำมันตัวพา:
วัตถุดิบวิตามินอีที่ซื้อขายในอุตสาหกรรมมีหลายความเข้มข้น บางชนิดเป็นวิตามินอีเข้มข้น บางชนิดเจือจางในน้ำมันพืชมาแล้ว ความแรงของวัตถุดิบระบุอยู่ใน COA ของแต่ละล็อต ปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้ต่อเม็ดจึงคำนวณจากความแรงจริงของล็อต ไม่ใช่จากชื่อสินค้า และควรเผื่อการสูญเสียระหว่างการผลิตและการเก็บรักษาตามผลการทดสอบ
เมื่อปริมาณวิตามินอีต่อเม็ดมีน้อย ส่วนที่เหลือของไส้ในจะเป็นน้ำมันตัวพา ซึ่งช่วยให้ได้น้ำหนักบรรจุที่เครื่องขึ้นรูปควบคุมได้สม่ำเสมอ น้ำมันตัวพาที่ใช้กันในอุตสาหกรรม ได้แก่
- น้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลืองหรือน้ำมันดอกทานตะวัน
- น้ำมัน MCT ซึ่งมีลักษณะใสและกลิ่นน้อย
- น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ ACC มีรากฐานมาตั้งแต่ต้น
- น้ำมันพืชชนิดอื่นที่แบรนด์ต้องการใช้เป็นจุดขายร่วม
ชนิดของน้ำมันตัวพามีผลต่อความหนืด สี กลิ่น ต้นทุน และข้อมูลที่ต้องแสดงบนฉลาก เช่น หากใช้น้ำมันถั่วเหลือง ต้องตรวจเรื่องข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารตามประกาศ 450 ส่วนน้ำมันมะพร้าวมีสัดส่วนกรดไขมันอิ่มตัวสูงและอาจแข็งตัวเมื่ออุณหภูมิต่ำ ซึ่งต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบไส้ในและการเก็บรักษา ทีมงานจะประเมินร่วมกันว่าน้ำมันตัวพาแบบใดเข้ากับสูตรและภาพของแบรนด์
ใช้วิตามินอีเป็นสารต้านออกซิเดชันในซอฟท์เจลน้ำมันชนิดอื่น:
นอกจากเป็นวัตถุดิบหลักแล้ว วิตามินอีหรือโทโคฟีรอลผสมยังถูกใช้เป็นสารต้านออกซิเดชันของตัวผลิตภัณฑ์ในซอฟท์เจลน้ำมันหลายชนิด เช่น น้ำมันปลา น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส น้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงและหืนได้เมื่อสัมผัสอากาศ แสง และความร้อน การเติมสารต้านออกซิเดชันในปริมาณที่เหมาะสมเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยชะลอการเสื่อมของน้ำมันในขวด ร่วมกับการลดการสัมผัสอากาศระหว่างผสมและการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันแสง
บทบาทนี้เป็นเรื่องการปกป้องคุณภาพของน้ำมันในผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การกล่าวอ้างผลต่อผู้บริโภค ในฉลาก สารที่ใช้ทำหน้าที่ปกป้องผลิตภัณฑ์จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งประกาศ 450 กำหนดให้แสดงบนฉลาก การแสดงชื่อและการนับปริมาณวิตามินอีที่เติมเพื่อทำหน้าที่นี้ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแลงานทะเบียนของโครงการ โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ต้องการสื่อสารเรื่องวิตามินอีบนหน้าฉลากด้วย
ประโยชน์วิตามินอีที่แบรนด์ควรสื่อสาร คือข้อมูลที่ตรวจสอบได้:
คำค้นอย่างประโยชน์วิตามินอีหรือวิตามินอีประโยชน์มีคนค้นหาจำนวนมาก แต่บนฉลากและสื่อโฆษณาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบรนด์ไม่สามารถเขียนผลต่อร่างกายได้ตามใจ หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ระบุว่าข้อความเกี่ยวกับการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการทำงานของอวัยวะ และการบำรุงผิวพรรณหรือความสวยงาม เป็นข้อความที่อาจเข้าข่ายโฆษณาเท็จหรือเกินจริง ซึ่งเป็นกลุ่มคำที่สินค้าวิตามินอีในตลาดมักถูกนำไปใช้
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) เรื่องการกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก มีบัญชีข้อความสำเร็จรูปสำหรับหน้าที่ของสารอาหาร ซึ่งวิตามินอีเป็นหนึ่งในรายการ การใช้ข้อความในบัญชีต้องใช้ถ้อยคำภาษาไทยตามฉบับที่ประกาศ แสดงปริมาณสารที่กล่าวอ้าง และเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศ ข้อความที่อยู่นอกบัญชีต้องผ่านการประเมินและได้รับอนุมัติจาก อย. ก่อนใช้
สิ่งที่แบรนด์สื่อสารได้อย่างมั่นใจกว่าคือข้อมูลของตัวสินค้า เช่น รูปแบบวิตามินอีที่ใช้ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ชนิดน้ำมันตัวพา ปริมาณต่อเม็ดตามฉลาก ชนิดเปลือก และวิธีการผลิต ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สินค้าแตกต่างได้โดยไม่ต้องอาศัยคำกล่าวอ้างที่มีความเสี่ยง
ฉลากและการขึ้นทะเบียนซอฟท์เจลวิตามินอี:
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยยื่นผ่านระบบ e-Submission ในนามสถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาต ข้อมูลที่ใช้ยื่นรวมถึงข้อกำหนดคุณภาพของวัตถุดิบสำคัญที่กำหนดให้แนบ ACC มีบริการรับจดทะเบียน อย. ที่ช่วยตรวจรายการข้อมูล เตรียมเอกสารและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ตามขอบเขตของโครงการ ส่วนผลการพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ
สำหรับฉลาก ประเด็นที่ซอฟท์เจลวิตามินอีควรตรวจมีดังนี้
- ชื่ออาหารต้องมีคำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือกำกับชื่อ
- ปริมาณที่บรรจุแสดงเป็นจำนวนเม็ด
- ชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญเรียงจากมากไปน้อย รวมถึงส่วนประกอบของเปลือก
- คำเตือนบังคับตามประกาศ 411 เช่น เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน และ ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค พร้อมกรอบและขนาดตัวอักษรที่กำหนด
- คำเตือนเพิ่มเติมหากมีส่วนประกอบที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายประกาศ 405 เช่น เมื่อผสมน้ำมันปลา
- ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร วัตถุเจือปนอาหาร วันหมดอายุ และวิธีเก็บรักษาตามประกาศ 450
- ข้อมูลทั้งหมดแสดงเป็นภาษาไทย โดยเพิ่มภาษาอื่นได้
บรรจุภัณฑ์สำหรับซอฟท์เจลวิตามินอี:
วิตามินอีและน้ำมันตัวพาไวต่อแสง อากาศ และความร้อน ส่วนเปลือกซอฟท์เจลไวต่อความชื้น บรรจุภัณฑ์จึงมีผลต่อคุณภาพของสินค้าตลอดอายุการเก็บ ขวดพลาสติกทึบแสงหรือขวดแก้วสีชาช่วยลดการสัมผัสแสง และควรมีฝาที่ปิดสนิท ส่วนแผงบลิสเตอร์แยกเม็ดไว้คนละช่อง เม็ดที่ยังไม่แกะจึงไม่สัมผัสอากาศและความชื้นจากการเปิดใช้ซ้ำ เหมาะกับขนาดทดลองหรือสินค้าที่ต้องพกพา
ACC มีบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์และบริการผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์ จึงวางแผนบรรจุภัณฑ์ร่วมกับแผนการผลิตได้ ส่วนอายุการเก็บบนฉลากควรยืนยันด้วยการทดสอบความคงตัวในบรรจุภัณฑ์จริง
การตรวจคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับซอฟท์เจลวิตามินอี:
คุณภาพเริ่มจากข้อกำหนดวัตถุดิบที่ระบุรูปแบบและความแรงของวิตามินอีชัดเจน พร้อม COA ของล็อตที่ใช้ผลิต ระหว่างการผลิต ประเด็นที่ควบคุม ได้แก่ น้ำหนักบรรจุต่อเม็ด ลักษณะเปลือก การรั่วซึม และการเกาะติดกันของเม็ด ส่วนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปควรมีผลวิเคราะห์ปริมาณวิตามินอีให้ตรงกับที่แจ้งบนฉลาก ตามเงื่อนไขของการอนุญาต อย. ที่กำหนดให้ส่งผลวิเคราะห์คุณภาพเมื่อผลิตเพื่อจำหน่ายครั้งแรก
ขั้นตอนเตรียมข้อมูลเพื่อขอใบเสนอราคาซอฟท์เจลวิตามินอี
ทีมงานจะยืนยันความเป็นไปได้ของสเปกที่คุณต้องการในใบเสนอราคา ข้อมูลที่ช่วยให้ประเมินได้เร็วขึ้นมีดังนี้
- ตลาดที่จะขาย ในประเทศไทยหรือส่งออก และประเทศปลายทาง
- ปริมาณวิตามินอีต่อเม็ดที่ต้องการ พร้อมหน่วย IU หรือ mg
- รูปแบบวิตามินอีที่ต้องการ เช่น d-alpha หรือ dl-alpha แบบแอลกอฮอล์หรือแบบอะซิเตต
- น้ำมันตัวพาที่ต้องการ หรือให้ทีมงานเสนอ
- ส่วนผสมอื่นในเม็ด หากเป็นสูตรผสม
- ขนาด รูปทรง และสีเม็ดที่ต้องการ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องแหล่งที่มาของเจลาติน
- บรรจุภัณฑ์ ขวดหรือแผง และจำนวนเม็ดต่อหน่วย
- จำนวนที่ต้องการผลิตต่อรอบ
สำหรับเจ้าของแบรนด์ทั่วไป ปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำของซอฟท์เจลเริ่มที่ 50,000 เม็ด ส่วนนักวิจัยหรือนักศึกษาที่ทำโครงการวิจัยซึ่งสนับสนุนชุมชนหรือเสริมความเข้มแข็งของงานวิจัยในประเทศไทย สามารถขอปริมาณขั้นต่ำที่น้อยกว่านี้ได้ โดยแจ้งรายละเอียดโครงการมาพร้อมคำขอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผลิตซอฟท์เจลวิตามินอี:
1. ผลิตซอฟท์เจลวิตามินอี 400 IU ขายในไทยได้หรือไม่?
400 IU เป็นความแรงที่พบบ่อยในตลาดต่างประเทศ แต่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) กำหนดค่าสูงสุดของวิตามินอีในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไว้ที่ 10 mg α-TE ต่อวัน สูตรสำหรับตลาดไทยจึงต้องออกแบบปริมาณให้อยู่ในกรอบนี้ ส่วนสินค้าส่งออกต้องตรวจตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
2. วิตามินอีธรรมชาติกับสังเคราะห์ ดูจากเอกสารได้อย่างไร?
ดูจากชื่อรูปแบบในข้อกำหนดวัตถุดิบและ COA รูปแบบธรรมชาติใช้ชื่อ d-alpha-tocopherol หรือ RRR ส่วนรูปแบบสังเคราะห์ใช้ชื่อ dl-alpha-tocopherol หรือ all-rac และอาจอยู่ในรูปเอสเทอร์ เช่น อะซิเตต
3. สั่งผลิตและชำระเงินผ่านบริษัทใด?
การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน TIBD Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ดูแลงานขายของ ACC ติดต่อได้ที่โทร 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal
เริ่มต้นโครงการซอฟท์เจลวิตามินอีกับทีม ACC:
ACC Nutraceutical เป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในจังหวัดชุมพร ที่เริ่มต้นจากการผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และต่อยอดสู่งานรับผลิตอาหารเสริมแบบ OEM โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านซอฟท์เจล พร้อมบริการบรรจุแผงบลิสเตอร์ จัดหาบรรจุภัณฑ์ และเตรียมข้อมูลจดทะเบียน อย. ตามขอบเขตของโครงการ
หากคุณกำลังวางแผนซอฟท์เจลวิตามินอี หรือซอฟท์เจลน้ำมันที่ต้องการใช้วิตามินอีปกป้องคุณภาพของน้ำมัน ส่งข้อมูลสเปกเบื้องต้นเพื่อขอใบเสนอราคาได้ที่ accnutra.com/softgel หรือติดต่อโทร 095-194-1709 และ LINE @tibdglobal การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน TIBD Company Limited
แหล่งอ้างอิง :
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ราชกิจจานุเบกษา 28 ธันวาคม 2548
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 3) ราชกิจจานุเบกษา 7 พฤษภาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 411) พ.ศ. 2562 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 4) ราชกิจจานุเบกษา 16 ตุลาคม 2562
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก (มีผล 2 กรกฎาคม 2567)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) พ.ศ. 2566 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 5) ราชกิจจานุเบกษา 4 มกราคม 2567 (มีผล 2 กรกฎาคม 2567)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ราชกิจจานุเบกษา 18 กรกฎาคม 2567
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 ราชกิจจานุเบกษา 30 มีนาคม 2564
- คู่มือประชาชน การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี (เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข) ฉบับที่ 2 ปรับปรุง 2 พฤศจิกายน 2566
- กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประชาสัมพันธ์การยื่นคำขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านระบบ e-Submission ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2567


