OEM คือแบรนด์กำหนดสูตรเองแล้วจ้างโรงงานผลิตตาม ส่วน ODM คือโรงงานออกแบบสูตรให้ แล้วแบรนด์นำไปขายภายใต้ชื่อของตัวเอง ทั้งสองแบบเป็นการจ้างโรงงานผลิตอาหารเสริม ความต่างอยู่ที่ใครกำหนดสูตรและสเปกของสินค้า

คำตอบโดยสรุป

OEM คือแบรนด์กำหนดสูตรเองแล้วจ้างโรงงานผลิตตาม ส่วน ODM คือโรงงานออกแบบสูตรให้ แล้วแบรนด์นำไปขายภายใต้ชื่อของตัวเอง ทั้งสองแบบเป็นการจ้างโรงงานผลิตอาหารเสริม ความต่างอยู่ที่ใครกำหนดสูตรและสเปกของสินค้า

OEM คือแบรนด์กำหนดสูตรเองแล้วจ้างโรงงานผลิตตาม ส่วน ODM คือโรงงานออกแบบสูตรให้ แล้วแบรนด์นำไปขายภายใต้ชื่อของตัวเอง ทั้งสองแบบเป็นการจ้างโรงงานผลิตอาหารเสริม ความต่างอยู่ที่ใครกำหนดสูตรและสเปกของสินค้า

บทความนี้เขียนสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มทำแบรนด์อาหารเสริม หรือมีแบรนด์อยู่แล้วและกำลังหาโรงงานรับผลิตอาหารเสริมรายใหม่ เนื้อหาอธิบายความหมายของ OEM ODM และ Private Label ข้อดีข้อจำกัดของแต่ละแบบ คำถามที่ควรถามโรงงานก่อนเริ่ม และแนวทางที่ ACC Nutraceutical ใช้ทำงานกับเจ้าของแบรนด์

OEM คืออะไร?

OEM ย่อมาจาก Original Equipment Manufacturer ในวงการอาหารเสริมหมายถึงการจ้างโรงงานผลิตสินค้าตามสูตรและสเปกที่แบรนด์กำหนด แบรนด์รู้แล้วว่าอยากได้ส่วนผสมอะไร ปริมาณต่อเม็ดเท่าไร รูปแบบเป็นซอฟท์เจล แคปซูล หรือยาอัดเม็ด และบรรจุแบบไหน โรงงานมีหน้าที่ผลิตให้ได้ตามนั้นอย่างสม่ำเสมอทุกล็อต

  • เหมาะกับแบรนด์ที่มีสูตรของตัวเองแล้ว หรือมีนักพัฒนาสูตรในทีม
  • เหมาะกับแบรนด์ที่อยากย้ายฐานการผลิตจากโรงงานเดิม และต้องการสินค้าหน้าตาเหมือนเดิม
  • เหมาะกับงานที่ใช้วัตถุดิบเฉพาะที่แบรนด์จัดหาเอง เช่น สารสกัดที่มีเอกสารและแหล่งที่มาชัดเจน

ในตลาดไทย คำว่า OEM มักถูกใช้แบบกว้าง หมายถึงการจ้างโรงงานผลิตอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าสูตรจะมาจากแบรนด์หรือจากโรงงาน คำค้นอย่าง รับผลิตอาหารเสริม OEM จึงครอบคลุมทั้งสองแบบ เวลาคุยกับโรงงานควรถามให้ชัดว่าโครงการของเราเป็นแบบไหน

ODM คืออะไร?

ODM ย่อมาจาก Original Design Manufacturer หมายถึงโรงงานเป็นผู้ออกแบบสูตรและพัฒนาสินค้าให้ ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ กำหนดปริมาณต่อเม็ด ไปจนถึงทดลองผลิตตัวอย่าง แบรนด์บอกโจทย์ เช่น กลุ่มลูกค้า รูปแบบสินค้า และงบต่อหน่วย แล้วเลือกจากสูตรที่โรงงานเสนอ

  • เหมาะกับแบรนด์ใหม่ที่ยังไม่มีสูตรและไม่มีนักพัฒนาสูตรในทีม
  • เหมาะกับแบรนด์ที่อยากออกสินค้าเร็ว และยอมรับสูตรที่โรงงานมีพื้นฐานอยู่แล้ว
  • เหมาะกับแบรนด์ที่อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเลือกวัตถุดิบและรูปแบบสินค้าตั้งแต่ต้น

Private Label คืออะไร?

Private Label หรือการติดแบรนด์ คือการนำสูตรสำเร็จที่โรงงานผลิตอยู่แล้วมาใส่ฉลากของแบรนด์ แทบไม่ต้องพัฒนาสูตรใหม่ จึงเริ่มได้ง่ายที่สุด แต่สินค้ามักคล้ายกับแบรนด์อื่นที่ใช้สูตรเดียวกัน จุดต่างของแบรนด์จึงต้องมาจากบรรจุภัณฑ์ ช่องทางขาย และการสื่อสารมากกว่าตัวสูตร

OEM กับ ODM ต่างกันอย่างไร:

เปรียบเทียบให้เห็นภาพในแต่ละเรื่องที่เจ้าของแบรนด์ต้องตัดสินใจ

  • ผู้กำหนดสูตร OEM แบรนด์เป็นผู้กำหนด ส่วน ODM โรงงานเป็นผู้ออกแบบตามโจทย์ของแบรนด์
  • ความเป็นเอกลักษณ์ OEM สินค้าต่างจากคู่แข่งได้มากที่สุด ODM ขึ้นกับว่าโรงงานพัฒนาสูตรใหม่ให้หรือปรับจากสูตรเดิม ส่วน Private Label ต่างได้น้อยที่สุด
  • สิ่งที่แบรนด์ต้องเตรียม OEM ต้องมีสูตร สเปก และเอกสารวัตถุดิบ ODM ต้องมีโจทย์สินค้าที่ชัด
  • ความเร็วในการเริ่ม Private Label เร็วที่สุด ODM รองลงมา OEM ขึ้นกับว่าสูตรพร้อมผลิตแค่ไหน
  • สิทธิ์ในสูตร OEM สูตรเป็นของแบรนด์ ODM ต้องตกลงกับโรงงานให้ชัดว่าแบรนด์ได้ใช้สูตรแบบเฉพาะหรือไม่ และนำไปผลิตที่อื่นได้หรือไม่

ในทางปฏิบัติ หลายโครงการอยู่ตรงกลางระหว่างสองแบบ เช่น แบรนด์มีส่วนผสมหลักที่อยากใช้ แล้วให้โรงงานช่วยกำหนดปริมาณ เลือกรูปแบบเม็ด และปรับให้ผลิตได้จริง การรู้ความต่างจึงช่วยให้คุยกับโรงงานได้ตรงขึ้น มากกว่าจะต้องเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

เลือก OEM หรือ ODM อย่างไร:

ลองตอบคำถามเหล่านี้ก่อนติดต่อโรงงาน

  • มีสูตรที่ระบุส่วนผสมและปริมาณต่อเม็ดครบแล้วหรือยัง ถ้ามีแล้ว เริ่มแบบ OEM ได้เลย
  • มีเอกสารวัตถุดิบ เช่น COA และสเปก หรือรู้แหล่งซื้อวัตถุดิบหรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้โรงงานช่วยจัดหาจะง่ายกว่า
  • สินค้าต้องต่างจากคู่แข่งที่ตัวสูตรหรือไม่ ถ้าใช่ ควรพัฒนาสูตรของตัวเองแทนการใช้สูตรสำเร็จ
  • ต้องการให้ช่วยเรื่องเอกสาร อย. และข้อความบนฉลากด้วยหรือไม่ ข้อนี้มีผลต่อการเลือกโรงงานมากพอ ๆ กับเรื่องสูตร

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะใช้รูปแบบแคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ด อ่านบทความ เลือกแคปซูล ซอฟท์เจล หรือยาอัดเม็ดให้เหมาะกับสูตร ก่อนได้ และภาพรวมการเริ่มทำแบรนด์อ่านได้ที่ สร้างแบรนด์อาหารเสริม เริ่มอย่างไร

เรื่อง อย. ที่คนทำแบรนด์ OEM และ ODM มักเข้าใจผิด:

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตในประเทศไทยต้องผลิตในสถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาต และต้องได้เลขสารบบอาหารก่อนวางขาย เลขสารบบอาหาร 13 หลักผูกกับสถานที่ผลิต โดยตัวเลขชุดแรกบอกจังหวัดและสถานที่ผลิต ส่วนชุดท้ายบอกลำดับของผลิตภัณฑ์ แบรนด์จึงปรากฏบนฉลากในฐานะผู้จัดจำหน่าย ส่วนชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตต้องแสดงบนฉลากด้วย

ผลที่ตามมาคือ ถ้าแบรนด์ย้ายไปผลิตกับโรงงานใหม่ สินค้าตัวเดิมต้องขอเลขสารบบอาหารใหม่ภายใต้สถานที่ผลิตแห่งใหม่ และต้องปรับฉลากตาม ไม่ว่าโครงการจะเป็น OEM หรือ ODM การเลือกโรงงานที่ทำงานด้วยกันได้นานจึงช่วยลดงานเอกสารในอนาคต รายละเอียดการขึ้นทะเบียนอ่านได้ที่บทความ จดทะเบียน อย. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

อีกเรื่องที่ใช้กับทุกแบบคือข้อความบนฉลากและโฆษณา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้คำที่อ้างว่ารักษาหรือป้องกันโรคไม่ได้ และต้องแสดงข้อความตามที่กฎหมายกำหนด ถึงโรงงานจะเป็นผู้ออกแบบสูตรให้ แบรนด์ก็ยังต้องรับผิดชอบถ้อยคำที่ใช้ขายเอง อ่านเพิ่มได้ที่ เช็กลิสต์ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ กฎหมายโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

คำถามที่ควรถามโรงงานก่อนเริ่มโครงการ:

  • โครงการของเราเป็น OEM ODM หรือใช้สูตรสำเร็จ และใครเป็นเจ้าของสูตร
  • โรงงานถนัดรูปแบบไหน ซอฟท์เจล แคปซูล หรือยาอัดเม็ด
  • ใช้วัตถุดิบที่แบรนด์จัดหาเองได้หรือไม่ และต้องมีเอกสารอะไรบ้าง
  • ปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำของรูปแบบที่สนใจเป็นเท่าไร
  • ทำตัวอย่างให้ดูก่อนผลิตจริงได้หรือไม่
  • ช่วยเตรียมเอกสาร อย. และตรวจข้อความบนฉลากหรือไม่
  • มีแผนทดสอบความคงตัวเพื่อกำหนดวันหมดอายุหรือไม่

เกณฑ์เช็กโรงงานแบบครบ 10 ข้อ อ่านต่อได้ที่บทความ 10 เรื่องที่ควรเช็กก่อนเลือกโรงงานรับผลิตอาหารเสริม

ACC รับผลิตอาหารเสริมแบบ OEM และ ODM อย่างไร:

ACC Nutraceutical เป็นโรงงานรับผลิตอาหารเสริมในจังหวัดชุมพร เชี่ยวชาญด้านซอฟท์เจล และรับผลิตแคปซูลกับยาอัดเม็ดด้วย ทำงานได้ทั้งสองแบบ

  • แบรนด์ที่มีสูตรแล้ว ส่งสูตร สเปก และเอกสารวัตถุดิบมา ทีมจะประเมินว่าผลิตได้ในรูปแบบที่ต้องการหรือไม่ และเสนอปรับเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการผลิต
  • แบรนด์ที่ยังไม่มีสูตร ส่งกลุ่มลูกค้า รูปแบบสินค้า ส่วนผสมที่สนใจ หรือสินค้าตัวอย่างที่อยากให้ใกล้เคียงมา ทีม ACC ร่วมกับ TIBD บริษัทในเครือ ช่วยวางสูตรและเลือกวัตถุดิบให้
  • ทั้งสองแบบ ทีมช่วยต่อเรื่องบรรจุขวดหรือแผงบลิสเตอร์ เอกสาร อย. และถ้อยคำบนฉลาก

ดูรายละเอียดบริการได้ที่หน้า รับผลิตอาหารเสริม OEM รูปแบบสินค้าที่ผลิตได้อยู่ที่หน้า แคปซูล ซอฟท์เจล และยาอัดเม็ด และถ้าสนใจซอฟท์เจลโดยเฉพาะ ดูที่หน้า รับผลิตซอฟท์เจล

คำถามที่พบบ่อย:

1. OEM กับ ODM แบบไหนต้นทุนต่ำกว่า?

ไม่มีคำตอบตายตัว ต้นทุนต่อเม็ดขึ้นกับวัตถุดิบ รูปแบบสินค้า ปริมาณสั่งผลิต และบรรจุภัณฑ์มากกว่าขึ้นกับว่าเป็น OEM หรือ ODM ส่วนที่ต่างกันคือ ODM มักมีงานพัฒนาสูตรและทำตัวอย่างเพิ่มเข้ามา ส่วน OEM แบรนด์ต้องลงแรงพัฒนาสูตรเองมาก่อน

2. ทำแบรนด์อาหารเสริมแบบ ODM สูตรเป็นของใคร?

ขึ้นกับที่ตกลงกับโรงงาน บางโรงงานให้แบรนด์ใช้สูตรได้เฉพาะแบรนด์เดียว บางโรงงานยังขายสูตรเดียวกันให้แบรนด์อื่นได้ ควรถามเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาสูตร โดยเฉพาะถ้าตัวสูตรคือจุดขายหลักของแบรนด์

3. เปลี่ยนโรงงานผลิตแล้วใช้เลข อย. เดิมได้ไหม?

ใช้ไม่ได้ เลขสารบบอาหารผูกกับสถานที่ผลิต เมื่อย้ายไปผลิตที่โรงงานใหม่ต้องขอเลขใหม่และแก้ฉลากให้ตรงกับผู้ผลิตรายใหม่ ควรวางแผนช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ให้สินค้าขาดตลาด

4. ยังไม่มีสูตรเลย เริ่มกับ ACC ได้ไหม?

ได้ ส่งโจทย์สินค้ามาคุยกับทีมงาน เช่น กลุ่มลูกค้า ช่องทางขาย รูปแบบเม็ดที่สนใจ และส่วนผสมที่อยากใช้ ทีมจะช่วยวางสูตร เลือกรูปแบบ และแนะนำบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับสินค้า

5. สั่งผลิตและชำระเงินกับบริษัทใด?

การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน บริษัท ทีไอบีดี จำกัด (TIBD Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ดูแลงานขายของ ACC ส่วนการผลิตทำที่โรงงาน ACC Nutraceutical จังหวัดชุมพร

เริ่มโครงการอาหารเสริมของคุณกับ ACC:

ไม่ว่าแบรนด์ของคุณจะมีสูตรแล้วหรือยังเริ่มจากศูนย์ ส่งโจทย์สินค้ามาคุยกับทีมงานได้ ยิ่งบอกรูปแบบสินค้า ส่วนผสมที่สนใจ จำนวนเม็ดต่อขวดหรือแผง และช่องทางขายได้ชัด ทีมงานยิ่งเสนอแนวทางและใบเสนอราคาได้ตรงกับโจทย์

ติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่โทร 095-194-1709 หรือ LINE @tibdglobal การรับคำสั่งซื้อและการชำระเงินดำเนินการผ่าน บริษัท ทีไอบีดี จำกัด

แหล่งอ้างอิง :

  • พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ความหมายของเลขสารบบอาหาร 13 หลัก
เตรียมโจทย์สินค้าก่อนเลือกจ้างผลิตอาหารเสริมแบบ OEM หรือ ODM สมุดวางแผน ขวด และตัวอย่างเม็ด
ก่อนเลือก OEM หรือ ODM ให้สรุปก่อนว่ามีสูตรแล้วหรือยัง และสินค้าต้องต่างจากคู่แข่งที่ตรงไหน (ภาพประกอบแนวคิด)